วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

คำอุปมาอุปไมยที่น่าสนใจ



คำอุปมาอุปไมยที่น่าสนใจ

 คำอุปมาอุปไมย  หรือคำเปรียบเทียบเป็นคำในภาษาไทยอีกพวกหนึ่งที่น่ารู้  เพราะเป็นคำที่สั้นกะทัดรัด  และยังนิยมพูดกันในชีวิตประจำวัน  เป็นคำพูดในเชิงต่อว่าหรือเปรียบเปรย (ทั้งในทางดีและทางร้าย)  โดยผู้พูดยกเอาสิ่งแวดล้อมมาเทียบเคียงให้ผู้ฟังเห็นจริงไปตามนั้น  ซึ่งมักจะมีคำว่า  เป็น  เหมือน   อย่าง  เท่า  ราวกับ ทำหน้าที่เป็นคำเชื่อมหรือคำวลีอยู่ในประโยค   มีมากมายหลายคำด้วยกัน  จึงสมควรนำมารวบรวมไว้เป็นความรู้ทางภาษาไทยอีกแขนงหนึ่ง
     คำอุปมาอุปไมย
               ความหมาย
-กรอบเหมือนข้าวเกรียบ
-กลมเป็นลูกมะนาว,กลมเป็นลูกบิลเลียด
  กลิ้งเป็นลูกมะนาว
-กินเหมือนหมู  อยู่เหมือนหมา
-ขมเหมือนบอระเพ็ด
-ขยันเหมือนมด
-ขรุขระเหมือนผิวดวงจันทร์
-ขาวราวกับไข่ปอก
-ขาวเหมือนสำลี
-ขี้เกียจจนตัวเป็นขน
-แข็งเหมือนหิน
-ความรู้แค่หางอึ่ง
-คอยเหมือนข้าวคอยฝน
-คอยาวเหมือนยีราฟ
-คุยโม้จนน้ำลายแตกฟอง
-เค็มเหมือนเกลือ
-งงเป็นไก่ตาแตก
-งอนเป็นช้อนหอย
-ง่ายเหมือนปอกกล้วยเขาปาก
-เงียบเป็นเป่าสาก
-เงียบเหมือนป่าช้า
-โง่เหมือนควาย
-จมูกไว้เหมือนมด
-จืดชืดเป็นน้ำยาเย็น
-ใจกว้างราวกับแม่น้ำ
-ใจแข็งเหมือนหิน
-ใจดีราวกับพระ
-ใจดำเหมือนอีกกา
-ใจเย็นราวกับน้ำ
-ใจเสาะเป็นปลาซิว
-ช้าเหมือนเต่าคลาน
-ชุมราวกับยุง
-ใช้เงินเป็นเบี้ย
-ซนเหมือนลิง
-ซีดเป็นไก่ต้ม
-ซื่อเหมือนแมวนอนหวด
-ดำเป็นตอตะโก
-ดำเป็นเหนี่ยง
-ดำเหมือนถ่าน
-ดีใจดังได้แก้ว
-ดุราวกับเสือ,ดุเหมือนเสือ
-ดังเป็นข้าวตอกแตก
-ดิ้นเหมือนปลาถูกทุบหัว
-เดินเบาราวกับแมว
-เดินเป็นเป็ด
-เดินพล่านราวกับเสือติดจั่น
-แดงเหมือนชาด
-ตรงเหมือนไม้บันทัด
-ตาโตเป็นไข่ห่าน
-ตาเป็นสับปะรด
-ติดกันเป็นแพ
-ตีนเท่าฝาหอย
-ตืดเป็นตังเม
-เต้นเหมือนกบ
-เต้นเหมือนเจ้าเข้า
-แต่งตัวมอซอราวกับขอทาน
-ถูกโขกสับราวกับทาส
-ทนเหมือนแรด
-ทำงานตัวเป็นเกลียว
-ทำตัวเป็นหัวเรือใหญ่
-ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน
-ที่เท่าแมวดิ้นตาย
-น่ารักดังตุ๊กตา
-น้ำตาเป็นเผาเต่า
-บริสุทธิ์เหมือนหยาดน้ำค้าง
- บอบบางเหมือนแก้วเจียระไน
- เบาเหมือนปุยนุ่น
- ปากจัดราวกับกรรไกร
- ปากเป็นชักยนต์
- ผิดกันราวกับฟ้าดิน
-แผ่นดินไม่ไร้เท่ากับพุทรา
- พูดคล่องเหมือนกับล่องน้ำ
- พูดเป็นต่อยหอย
- พูดเหมือนมะนาวไม่มีน้ำ
- มั่นคงดังหินผา
- มีกำลังเหมือนช้างสาร
- มีความทุกข์เหมือนตกนรก
- มีความสุขเหมือนอยู่บนสวรรค์
- มีทองเท่าหนวดกุ้ง
- มีอิสระเหมือนนก
- มืดเหมือนเขาถ้ำ
- ไม้ใกล้ฝั่ง
- ยานเหมือนหนังสติ๊ก
- ยุ่งเหมือนยุงตีกัน
- เย็นราวกับน้ำแข็ง
- รกเหมือนรังหนู
- รักเหมือนแก้วตา
- ร้อนใจเหมือนไฟลน
-ร้อนเหมือนไฟ
- ราบเป็นหน้ากลอง
-รูปหล่อราวกับเทพบุตร
-รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง
-รู้อย่างเป็ด,รู้แบบเป็ด
-เรียบราวกับแผ่นกระจก
-เรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้
-เร็วราวกับลดพัด
-ลื่นเหมือนปลาไหล
-โลเลเหมือนไม้หลักปักขี้ควาย
-ว่ายน้ำราวกับปลา
-วุ่นเป็นจุลกฐิน
-ไวเหมือนนกปรอด
-ไวเหมือนปรอท
-ไวเหมือนลิง
-สกปรกเหมือนหมู
-สวยราวกับนางฟ้า
-สวยสง่าราวกับพญาหงส์
-สั่นเป็นเจ้าเข้า
-สูงเท่านกเขาเหิน
-สูงเทียมเมฆ
-สูงเหมือนต้นตาล
-สู้เหมือนหมาจนตรอก
-เสียงดังราวกับฟ้าผ่า
-เสียงใสเหมือนระฆังเงิน
-เสียงแหบเหมือนเป็ด
-ใสเหมือนแก้ว
-หวานเหมือนน้ำตาลเมืองเพชร
-หน้าซีดเป็นไก่ต้ม
-หน้าตาถมึงทึงเหมือนยักษ์
-หน้าเนื้อใจเสือ
-หน้าบานเป็นจานเชิง
-หน้าเหี้ยมราวกับมหาโจร
-หัวแหลมเหมือนหัวลิง
-เหนียวเหมือนตังเม
-เหนื่อยราวจะขาดใจ
-เหมือนราวกับแกะ
-เหมือนลูกไก่อยู่ในกำมือ
-แห้งแล้งเหมือนทะเลทราย
-อ้วนเป็นตุ่ม
-อ่อนนุ่มราวกับเส้นไหม
-อ่อนไหวเหมือนสนต้องลม
-อาละวาดราวกับหมาบ้า




เปราะ,แตกหักง่ายเหมือนข้าวเกรียบ
คล่อง,ลื่น หรือกระล่อนจนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน

กินไม่เรียบร้อย,มูมมาม,กินอยู่ไม่เป็นระเบียบ
มีรสขมเหมือนรสบอระเพ็ด
ขยันมาก
(ผิว) ไม่เรียบ
ผิวขาวสวยเหมือนไข่ต้มที่ปอกเปลือกแล้ว
ขาวเหมือนสีสำลี
ขี้เกียจมาก
ไม่สะทกสะท้าน,ไม่หวั่นไหว
มีความรู้น้อยมาก  แค่หางของอึ่งซึ่งสั้นมาก
รอคอยด้วยความหวัง  ไม่รู้ว่าจะสำเร็จเมื่อไร
 คอยื่นยาวเหมือนยีราฟ
ขี้คุย,คุยไม่หยุด
ขี้เหนียว
ไม่เข้าใจอะไรเลย,ไม่รู้จริง
งอนมาก  คล้ายเปลือกหอยซึ่งงอนทั้งส่วนหัวและท้าย
ทำได้ง่ายจริงๆ
เงียบจริงๆราวกับเป่าสากซึ่งเป่าเท่าไรก็ไม่มีเสียง
เงียบมาก
โง่มาก  ใครจะชักจูงไปไหนก็ไปเหมือนวัวควาย
รู้เรื่องต่างๆ ได้เร็ว
เป็นคนไม่มีชีวิตชีวา, ไม่น่าสนใจ
เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
(ดู  แข็งเหมือนหิน)
มีใจเมตตากรุณา
ใจร้าย ,เห็นแก่ตัวมาก
ทำอะไรเรื่อยเปื่อย  ไม่รีบร้อน
 กลัว, ไม่สู้  เหมือนปลาซิวที่พอขึ้นจากน้ำก็ตาย
ช้ามาก
ดาษดื่น, มีมาก
ใช้เงินฟุ่มเฟือย, สุรุ่ยสุร่ายเหมือนเงินไม่มีค่า
อยู่เฉยๆ ไม่เป็น (มักใช้กับเด็ก)
ขาวมากจนซีด
แกล้งทำเป็นซื่อ  หงิมๆไม่มีพิษสงอะไร
ดำเหลือเกินราวกับตอไม้ตะโกที่ใช้เผาทำถ่าน
ดำเหมือนตัวเหนี่ยง  ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีลำตัวสีดำ
ดำเหมือนกับสีถ่าน
ดีใจเหมือนได้ของที่ถูกใจ
ดุมาก
เสียงดัง  เหมือนเสียงข้าวตอกปะทุเวลาถูกคั่ว
ดิ้นเร่าๆ
เดินไม่มีเสียงเหมือนกับแมวเดิน
เดินสะโพกย้ายเหมือนท่าเดินของเป็ด
เดินวกวนไปมาไม่หยุด
แดงเหมือนกับสีของชาด
ตรงไปตรงมา
ฟังแล้วสนใจมาก
หูตากว้างเพราะมีพรรคพวกและบริวารมาก
ติดต่อๆ กันไปไม่เว้นว่าง
เท้าเล็กมากเท่าฝาหอย (เป็นเชิงดูหมิ่นว่ายังเด็ก)
ขี้เหนียว, ตระหนี่มาก
กระวนกระวายอยู่นิ่งไม่ได้
(ดู  เต้นเหมือนกบ)
แต่งตัวโทรม, สกปรก
ถูกด่าถูกว่าตลอดเวลาราวกับเป็นทาส
อดทนมาก
ขยันมาก
ทำอะไรชอบออกหน้า
ทำเป็นนิ่งเฉย  ไม่รู้ร้อนรู้หนาว, ไม่รู้สึกอะไรเลย
มีที่ดินน้อย
น่ารักมาก
น้ำตาไหลพรากราวกับเต่าเวลาถูกเอาไปเผา
ไม่มีมลทิน
 เปราะบาง, แตกหักง่าย
เบามาก
ด่าไม่หยุด
พูดมากไม่หยุดหย่อน
แตกต่างชนิดตรงกันข้าม
แผ่นดินกว้างใหญ่  ต้องหาสิ่งต้องการได้แน่
พูดไปเรื่อยๆ ไม่มีการติดขัด
พูดไม่หยุดปาก
พูดจาห้วน ๆ  ไม่มีหางเสียง
แน่วแน่ ไม่หวั่นไหว
แข็งแรงมาก
มีความทุกข์เหมือนอยู่ในนรก
มีความสุขเหมือนอยู่บนสวรรค์
มีทรัพย์สินเพียงเล็กน้อย
มีอิสระมาก
คิดอะไรไม่ออก
แก่มากแล้ว
หย่อนยาน
ยุ่งเหยิง,สับสนปนเปกัน
(ใจ)  เย็นมาก
รกรุงรัง
รักมาก
ใจไม่เป็นสุข
ใจร้อนมาก
ราบเรียบ  ไม่มีอะไรมากีดขวาง
มีหน้าตาหล่อมาก
เอาตัวรอดได้
รู้นิดๆ หน่อยๆ , รู้แบบฉาบฉวย, ไม่รู้จริง
(ดู  ราบเป็นหน้ากลอง)
มีกิริยาเรียบร้อย
เร็วมาก
คล่อง,กระล่อนจนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน
เอาแน่นอนอะไรไม่ได้
ว่ายน้ำเก่งมาก
ชุลมุนวุ่นวาย
ไวมาก
(ดู ไวเหมือนนกปรอด)
(ดู ไวเหมือนนกปรอด)
สกปรกมาก
สวยมาก
ทั้งสวยและสง่าเหมือนหงส์
กลัวจนควบคุมไม่ได้
สูงมาก
(ดู  สูงเท่านกเขาเหิน)
(ดู สูงเท่านกเขาเหิน)
สู้ยิบตา, จำเป็นต้องสู้เพราะไม่มีทางหนีรอด
เสียงดังมาก
เสียงใสมาก
เสียงแหบมาก
ใสมาก  จนเห็นชัดเจนทะลุปรุโปร่ง
รสหวานมาก  เหมือนรสน้ำตาลเมืองเพชรที่ถือว่าเป็นน้ำตาลที่หวานที่สุด
หน้าไม่มีสีเลือด
หน้าดุ
ภายนอกดูใจดี  แต่ภายในซ่อนความดุร้ายไว้
มีความสุขมากจนแสดงออกมาทางใบหน้า
(ดู หน้าตาถมึงทึงเหมือนยักษ์)
ฉลาดหลักแหลม
ขี้เหนียว,ขี้ตืด
เหนื่อยมากที่สุด
เหมือนมาก
จะทำยังไงก็ต้องยอม, จะบีบก็ตาย  จะคลายก็รอด
ไม่มีน้ำ ,แล้งมาก
อ้วนมาก
นุ่มมาก (มักใช้กับเส้นผม)
ใจคอไม่หนักแน่น
โวยวายหรือเล่นงานไปทั่วไม่ฟังเหตุผลใดทั้งนั้น




วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

บทดอกสร้อย

บทดอกสร้อย
        บทดอกสร้อย หรือกลอนดอกสร้อยเป็นกลอนสมัยใหม่ แต่งขึ้นเพื่อใช้ขับร้องเช่นเดียวกับกลอนสักวา ต่อมานิยมแต่งเพื่อใช้เป็นบทกลอนสอนใจสำหรับเด็ก ๆ เพื่อให้จดจำได้ง่าย  และบางครั้งอาจแต่งเพื่อใช้ในเรื่องอื่น ๆ
        กลอนดอกสร้อย 1 บท มี 4 บาท(8 วรรค) ในวรรคแรกบังคับให้คำที่ 2 ใช้คำว่า เอ๋ย”  ส่วนคำที่ 1 ให้ซ้ำกับคำที่ 3 เช่น แมวเอ๋ยแมวเหมียว  ดอกเอ๋ยดอกไม้  ในเรื่องคำสัมผัสกำหนดให้มีสัมผัสบังคับเช่นเดียวกับกลอนสุภาพ และจบบทด้วยคำว่าเอยในคำสุดท้ายของวรรคที่แปด

ข้อเตือนใจจากบทดอกสร้อย
           
ใช้เป็นบทอาขยานสำหรับชั้นประถม สอนให้รู้จักพฤติกรรมตามธรรมชาติของสิ่งที่อยู่รอบตัวเราทั้งคนและสัตว์ แล้วนำมาสู่คติสอนใจ พฤติกรรมตามธรรมชาติเหล่านั้น และเมื่อแต่งเรื่องออกมาในรูปของกวีนิพนธ์ทำให้ได้ทั้งอรรถรสทางภาษา ทั้งด้านคำและความหมาย ทำให้เรียนรู้ได้ง่าย จดจำไว้ได้นานตลอดไปโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก นอกจากนั้นยังนำมาใช้เป็นบทขับร้องในวิชาขับร้องอีกด้วย บทดอกสร้อยที่ได้เลือกสรรค์ และประมวลมาเป็นบทเรียนมีอยู่ดังนี้
เด็กน้อย
   เด็กเอ๋ยเด็กน้อย
ความรู้เรายังด้อยเร่งศึกษา
เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา
เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน
ได้ประโยชน์หลายสถานเพราะการเรียน     
จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล
ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน
เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย ฯ

ร้องลำฝรั่งรำเท้า
แมวเหมียว
   แมวเอ๋ยแมวเหมียว
รูปร่างประเปรียวเป็นนักหนา
ร้องเรียกเหมียวเหมียวเดี๋ยวก็มา     
เคล้าแข้งเคล้าขาน่าเอ็นดู
รู้จักเอารักเข้าต่อตั้ง
ค่ำค่ำซ้ำนั่งระวังหนู
ควรนับว่ามันกตัญญู
พอดูอย่างไว้ใส่ใจเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องรำแขกบริเทศ
ตั้งไข่
   ตั้งเอ๋ยตั้งไข่
จะตั้งใยไข่กลมก็ล้มสิ้น
ถึงว่าไข่ล้มจะต้มกิน
ถ้าตกดินเสียก็อดหมดฝีมือ
ตั้งใจเรานี้จะดีกว่า
อุตส่าห์อ่านเขียนเรียนหนังสือ
ทั้งวิชาสารพัดเพียรหัดปรือ     
อย่าดึงดื้อตั้งไข่ร่ำไรเอย ฯ

สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์
ร้องรำลมพัดชายเขา
ซักส้าว
   ซักเอ๋ยซักส้าว
ผลมะนาวทิ้งทานในงานศพ
เข้าแย่งชิงเหมือนสิ่งไม่เคยพบ
ไม่น่าคบเลยหนอพวกขอทาน
ดูประหนึ่งขัดสนจนปัญญา
มีทางหากินได้หลายสถาน
ประหลาดใจเหตุไฉนไม่ทำงาน     
ประกอบการอาชีพที่ดีเอย ฯ

ร้องรำสารถีชักรถ
ตุ๊ดตู่
   ตุ๊ดเอ๋ยตุ๊ดตู่
ในเรี่ยวในรูช่างอยู่ได้
ขี้เกียจนักหนาระอาใจ
มาเรียกให้กินหมากไม่อยากคบ
ชาติขี้เกียจเบียดเบียนแต่เพื่อบ้าน     
การงานแต่สักนิดก็คิดหลบ
ตื่นเช้าเราควรหมั่นประชันพลบ
ไม่ขอคบขี้เกียจเกลียดนักเอย ฯ

สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์ ร้องลำวิลันตาโอด
นกกิ้งโครง
   นกเอ๋ยนกกิ้งโครง
หลงเข้าโพรงนกเอี้ยงเถียงเจ้าของ
อ้อยอี๋เอียงอ้อยอี๋เอียงส่งเสียร้อง     
เจ้าของเขาว่าหน้าไม่อาย
แต่นกยังรู้ผิดรั
นักปราชญ์รู้พลั้งไม่แม่นหมาย
แต่ผิดรับผิดพอผ่อนร้าย
ภายหลังจงระวังอย่าพลั้งเอย ฯ

พระยาพินิจสารา (ทิม) แต่ง ร้องลำนกกระจอกทอง
เรือเล่น
   เรือเอ๋ยเรือเล่น
สามเส้นเศษวาไม่น่าล่ม
ฝีพายลงเต็มลำจ้ำตะบม
ไปขวางน้ำคล่ำจมลงกลางวน
ทำขวาง ๆ รีรีไม่ดีหนอ
เที่ยวขัดคอขัดใจไม่เป็นผล
จะก่อเรื่องเคืองข้องหมองกมล     
เกิดร้อนรนร้าวฉานรำคาญเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำตวงพระธาตุ
นกเอี้ยง
   นกเอ๋ยนกเอี้ยง
คนเข้าใจว่าเจ้าเลี้ยงซึ่งควายเฒ่า
แต่นกเอี้ยงนั้นเลี่ยงทำงานเบา
แม้อาหารก็ไปเอาบนหลังควาย
เปรียบเหมือนคนทำตนเป็นกาฝาก     
รู้มากเอาเปรียบคนทั้งหลาย
หนีงานหนักคอยสมัครงานสบาย
จึงน่าอายเพราะเอาเยี่ยงนกเอี้ยงเอย ฯ

ร้องลำแขกไซ
ไก่แจ้
   ไก่เอ๋ยไก่แจ้
ถึงยามขันขันแซ่กระชั้นเสียง
โก่งคอเรื่อยร้องซ้องสำเนียง     
ฟังเพียงบรรเลงวังเวงดัง
ถ้าตัวเราเหล่านี้หมั่นนึก
ถึงคุณครูผู้ฝึกสอนสั่ง
ไม่มากนักสักวันละสองครั้ง
คงตั้งแต่สุขทุกวันเอย ฯ

หม่อมเจ้าประภากร ทรงแต่ง ร้องลำนางนาค
จ้ำจี้
   จ้ำเอ๋ยจ้ำจี้
เพ้อเจ้อเต็มทีไม่มีผล
ดอกเข็มดอกมะเขือเจือระคน
สับสนเรื่องราวยาวสุดใจ
เขาจ้ำแจวจ้ำพายเที่ยวขายของ     
เร่ร้องตามลำแม่น้ำไหล
ชอบรีบแจวรีบจ้ำหากำไร
จ้ำทำไมจ้ำจี้ไม่ดีเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำลิ้นลากระทุ่ม
กาดำ
   กาเอ๋ยกาดำ
รู้จำรู้จักรักเพื่อน
ได้เหยื่อเผื่อแผ่ไม่แชเชือน
รีบเตือนพวกพ้องร้องเรียกมา
ต่างกลุ้มรุมล้อมพร้อมพรัก
น่ารักน้ำใจกระไรหนา
การเผื่อแผ่แน่ะพ่อหนูจงดูกา     
มันโอบอารีรักดีนักเอย ฯ

นายแก้ว แต่ง ร้องลำขิมเล็ก
แมงมุม
   แมงเอ๋ยแมงมุม
ขยุ้มหลังคาที่อาศัย
สั่งสอนลูกรักให้ชักใย
ลูกไกลไม่ทำต้องจำตี
ได้ความเจ็บแค้นแสนสาหัส     
เพราะขืนขัดถ้อยคำแล้วซ้ำหนี
เด็กเอ๋ยเจ้าอย่าเป็นดังเช่นนี้
สิ่งไม่ดีครูว่าอย่าทำเอย ฯ

หลวงประชุมบรรณสาร (พิณ) แต่ง ร้องลำบทร้องไห้
กะเกย
   กะเอ๋ยกะเกย
อย่าละเลยกุ้งไม้ไว้จนเหม็น
มากินข้าวเถิดนะเจ้าข้าวจะเย็น     
ไปมัวเล่นอยู่ทำไมใช่เวลา
ถ้าถึงยามกินนอนผ่อนผัดนัก
ก็ขี้มักเจ็บไข้ไม่แกล้งว่า
จะท้องขึ้นท้องพองร้องระอา
ต้องกินยาน้ำสมอขื่นคอเอย ฯ

สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์
ร้องลำตะนาว
มดแดง
   มดเอ๋ยมดแดง
เล็กเล็กเรี่ยวแรงแข็งขยัน
ใครกล้ำกลายมาทำร้ายถึงรังมัน     
ก็วิ่งพรูกรูกันมาทันที
สู้ได้หรือมิได้ใจสาหัส
ปากกัดก้นต่อยไม่ถอยหนี
ถ้ารังเราใครกล้ามาราวี
ต้องต่อตีทรหดเหมือนมดเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง รำลำพัดชา
ตุ๊กแก
   ตุ๊กเอ๋ยตุ๊กแก
ตับแก่แซ่ร้องกึกก้องบ้าน
เหมือนเตือนให้งูรู้อาการ
น่ารำคาญเสียแท้ ๆ แส่จริงจริง
อันความลับเหมือนกับตับที่ลับแน่     
อย่าตีแผ่ให้กระจายทั้งชายหญิง
ที่ควรปิดปิดไว้อย่าไหวติง
ที่ควรนิ่งนิ่งไว้ในใจเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำสะสม
กระต่าย
   กระเอ๋ยกระต่าย
มุ่งหมายเสาะหาแต่อาหาร
เผลอนิดติดแร้วดักดาน
ลนลานเชือกรัดมัดต้นคอ
จะทำการสิ่งไรให้พินิจ
อย่าคิดแต่ละโมภโลภลาภหนอ
เห็นแต่ได้ไขว่คว้าไม่รารอ     
จะยื่นคอเข้าแร้วยายแก้วเอย ฯ

พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทัศน์นิภาธร
 ทรงนิพนธ์ ร้องลำตะลุ่มโปง
โพงพาง
   โพงเอ๋ยโพงพาง
ทอดขวางตามลำแม่น้ำไหล
มัจฉาตาบอดลอดเข้าไป
ติดอยู่ในข่ายขึงตรึงตรา
ตาบอดอยู่ประสาตัวตาบอด
อย่าทำสอดตาเห็นเช่นว่า
ควรเสงี่ยมเจียมพักตร์รักกายา     
อวดฉลาดพลาดท่าพาจนเอย
เจ้าการะเกด
   เจ้าเอ๋ยเจ้าการะเกด
ขี่ม้าเทศถือกฤชจิตเจ้ากล้า
คอยระวังไพรีจะมีมา
การรักษาหน้าที่ดีสุดใจ
อันถิ่นฐานบ้านช่องต้องรักษา
หมั่นตรวจตราเย็นเช้าเอาใจใส่
อย่าเลินเล่อเผลอพลั้งระวังภัย     
ถ้าหากใครมัวประมาทมักพลาดเอย ฯ

นายทัต เปรียญ แต่ง ร้องลำม้าย่อง
โมเย
   โมเอ๋ยโมเย
ไปทะเลเมาคลื่นฝืนไม่ไหว
ให้อ่อนจิตอาเจียนวิงเวียนไป     
พักอาศัยจอดนอนก็ผ่อนคลาย
อันเมาเหล้าเมายามักพาผิด
และพาติดตนอยู่ไม่รู้หาย
จะเลื่องลือชื่อชั่วจนตัวตาย
อย่าเมามายป่นปี้ไม่ดีเอย ฯ

นายแก้ว แต่ง ร้องลำจีนดาวดวงเดียว
เท้งเต้ง
   เท้งเอ๋ยเท้งเต้ง
คว้างเคว้งอยู่ในลำแม่น้ำไหล
ไม่มีเจ้าของปกครองไป
ต้องลอยตามน้ำไปโคลงเคลง
เหมือนใครลอยโลเลไม่ยุดหลัก     
คนขี้มักกลุ่มรุมกันคุมเหง
ต่อความดีป้องตนคนจึงเกรง
อย่าเท้งเต้งมดตะนอยจะต่อยเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำล่องเรือ
นกเขา
   นกเอ๋ยนกเขา 
ขันแต่เช้าหลายหนไปจนเที่ยง
สามเส้ากุกแกมแซมสำเนียง
เสนาะเสียงเพียงจะรีบงีบระงับ
อันมารดารักษาบุตรสุดถนอม
สู้ขับกล่อมไกวเปลเห่ให้หลับ
พระคุณท่านซาบซึมอย่าลืมลับ     
หมั่นคำนับค่ำเช้านะเจ้าเอย ฯ

พระยาพินิจสารา (ทิม) แต่ง ร้องลำเทพชาตรี
จันทร์เจ้า
   จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า
ใครขอข้าวขอแกงท้องแห้งหนอ
ร้องจนเสียงแห้งแหบถึงแสบคอ
จันทร์จะขอให้เราก็เปล่าดาย
ยืมจมูกท่านหายใจเห็นไม่คล่อง
จงหาช่องเลี้ยงตนเร่งขวนขวาย
แม้นเป็นคนเกียจคร้านพานกรีดกราย     
ไปมัวหมายจันทร์เจ้าอดข้าวเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำพราหมณ์ดีดน้ำเต้า
ช้างพลาย
   ช้างเอ๋ยช้างพลาย
ร่างกายกำยำล่ำสัน
กินไผ่ใบดกตกมัน
ดุดันโดยหมายว่ากายโต
มนุษย์น้อยนักหนายังสามารถ     
เอาเชือกบาศคล้องติดด้วยฤทธิ์โง่
อย่าถือดีดังช้างทำวางโต
จะยืนโซติดปลอกไม่ออกเอย ฯ

นายแก้ว แต่ง ร้องลำชมดงนอกสามชั้น
จุ๊บแจง
   จุ๊บเอ๋ยจุ๊บแจง
เจ้ามีแรงควักข้าวเปียกให้ยายหรือ
เห็นจะเป็นแต่เขาเล่าลือ
จะยึดถือเอาเป็นจริงยังกริ่งใจ
ความเลื่องลือต่อต่อก่อให้วุ่น     
อย่าเพ่อฉุนเชื่อนักมักเหลวไหล
ควรฟังหูไว้หูดูดูไป
พกหินไว้มีคุณกว่านุ่นเอย ฯ

หลวงประสิทธิ์อักษรสาร (เทศ) แต่ง ร้องลำลองเรือ พระนคร
ดุเหว่า
   ดุเอ่ยดุเหว่า
ฝีปากเจ้าเหลือเอกวิเวกหวาน
ผู้ใดฟังวังเวงบรรเลงลาญ
น่าสงสารน้ำเสียงเจ้าเกลี้ยงกลม
เป็นมนุษย์สุดดีก็ที่ปาก
ถึงจนยากพูดจริงทุกสิ่งสม
ไม่หลอนหลอกปลอกปลิ้นด้วยลิ้นลม     
คนคงชมว่าเพราะเสนาะเอย ฯ

นายแก้ว แต่ง ร้องลำเขมรใหญ่
นกกระจาบ
   นกเอ๋ยนกกระจาบ
เห็นใบพงลงคาบค่อยเพียรขน
มาสอดสอยด้วยจงอยปากของตน     
ราวกับคนช่างพินิจคิดทำรัง
ช่างละเอียดเสียดสลับออกซับซ้อน
อยู่พักร้อนนอนร่มได้สมหวัง
แม้นทำการหมั่นพินิจคิดระวัง
ให้ได้ดังนกกระจาบไม่หยาบเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำตะลุ่มโปง
หนูหริ่ง
   หนูเอ๋ยหนูหริ่ง
ไววิ่งซ่อนซุกกุกกัก
ค้อนทับกับแจ้แย่ตารัก
เพราะชั่วนักไม่น่าจะปราณี
จะกินได้หรือมิได้ก็ไม่ว่า
ชั้นผ่อนผ้ากัดค้นจนป่นปี้
ทำสิ่งใดใช่ประโยชน์แม้นโทษมี     
เป็นไม่ดีอย่าทำจงจำเอย ฯ

นายแก้ว แต่ง ร้องลำจีนขวัญอ่อน
โอละเห่
   โอเอ๋ยโอละเห่
คิดถ่ายเทตื่นนอนแต่ก่อนไก่
ทำขนมแชงม้าหากำไร
เกิดขัดใจกันในครัวทั้งผัวเมีย
ผัวตีเมียเมียด่าท้าขรม
ลืมขนมทิ้งไว้ไม่คนเขี่ย
ก้นหม้อเกรียมไหม้ไฟลวกเลีย     
ขนมเสียเพราะวิวาทขาดทุนเอย ฯ

สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์
 ร้องลำจีนต่อยหม้อ
ลิงลม
   ลิงเอยลิงลม
ไฉนอมข้าวพองตรองไม่เห็น
ลิงก็มีฟันเขี้ยวเคี้ยวก็เป็น     
มาอมนิ่งเล่นเล่นไม่เห็นควร
แม้ทำการสิ่งใดไม่ตลอด
มาท้อทอดกลางคันคิดหันหวน
ทำโอ้โอ้เอ้เอ้ลงเรรวน
คนจะสรวลบัดสีไม่ดีเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำสมิงทองมอญ
อิ่มก่อน
   อิ่มเอ๋ยอิ่มก่อน
รีบจะไปดูละครโขนหนัง
ทิ้งสำรับคับค้อนไว้รุงรัง
เหมาคนอิ่มทีหลังให้ล้างชาม
การเฝ้าเอาเปรียบกันอย่างนี้
มิดีหนอเจ้าฟังเราห้าม
คบเพื่อนฝูงจงอุตส่าห์พยายาม     
รักษาความสามัคคีจะดีเอย ฯ

สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์
ร้องลำสระบุหร่งนอก
ซุ่มมรดี
   ซุ่มเอ๋ยซุมมรดี
จะเสียทีก็เพราะเพลินจนเลินเล่อ
ระวังตนอย่าเป็นคนเผลอเรอ
ระวังพูดอย่าให้เพ้อถึงความใน
แม้นใครไม่ระวังตั้งเป็นหลัก     
เดินก็มักพลาดพื้นลื่นไถล
พูดก็มักพร่ำเผลอเพ้อเจ้อไป
ระวังไว้เป็นทุนแม่คุณเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำช้างประสานงา
 ที่มา:http://www1.mod.go.th/heritage/nation/misc/learning0.html