วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

บทดอกสร้อย

บทดอกสร้อย
        บทดอกสร้อย หรือกลอนดอกสร้อยเป็นกลอนสมัยใหม่ แต่งขึ้นเพื่อใช้ขับร้องเช่นเดียวกับกลอนสักวา ต่อมานิยมแต่งเพื่อใช้เป็นบทกลอนสอนใจสำหรับเด็ก ๆ เพื่อให้จดจำได้ง่าย  และบางครั้งอาจแต่งเพื่อใช้ในเรื่องอื่น ๆ
        กลอนดอกสร้อย 1 บท มี 4 บาท(8 วรรค) ในวรรคแรกบังคับให้คำที่ 2 ใช้คำว่า เอ๋ย”  ส่วนคำที่ 1 ให้ซ้ำกับคำที่ 3 เช่น แมวเอ๋ยแมวเหมียว  ดอกเอ๋ยดอกไม้  ในเรื่องคำสัมผัสกำหนดให้มีสัมผัสบังคับเช่นเดียวกับกลอนสุภาพ และจบบทด้วยคำว่าเอยในคำสุดท้ายของวรรคที่แปด

ข้อเตือนใจจากบทดอกสร้อย
           
ใช้เป็นบทอาขยานสำหรับชั้นประถม สอนให้รู้จักพฤติกรรมตามธรรมชาติของสิ่งที่อยู่รอบตัวเราทั้งคนและสัตว์ แล้วนำมาสู่คติสอนใจ พฤติกรรมตามธรรมชาติเหล่านั้น และเมื่อแต่งเรื่องออกมาในรูปของกวีนิพนธ์ทำให้ได้ทั้งอรรถรสทางภาษา ทั้งด้านคำและความหมาย ทำให้เรียนรู้ได้ง่าย จดจำไว้ได้นานตลอดไปโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก นอกจากนั้นยังนำมาใช้เป็นบทขับร้องในวิชาขับร้องอีกด้วย บทดอกสร้อยที่ได้เลือกสรรค์ และประมวลมาเป็นบทเรียนมีอยู่ดังนี้
เด็กน้อย
   เด็กเอ๋ยเด็กน้อย
ความรู้เรายังด้อยเร่งศึกษา
เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา
เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน
ได้ประโยชน์หลายสถานเพราะการเรียน     
จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล
ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน
เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย ฯ

ร้องลำฝรั่งรำเท้า
แมวเหมียว
   แมวเอ๋ยแมวเหมียว
รูปร่างประเปรียวเป็นนักหนา
ร้องเรียกเหมียวเหมียวเดี๋ยวก็มา     
เคล้าแข้งเคล้าขาน่าเอ็นดู
รู้จักเอารักเข้าต่อตั้ง
ค่ำค่ำซ้ำนั่งระวังหนู
ควรนับว่ามันกตัญญู
พอดูอย่างไว้ใส่ใจเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องรำแขกบริเทศ
ตั้งไข่
   ตั้งเอ๋ยตั้งไข่
จะตั้งใยไข่กลมก็ล้มสิ้น
ถึงว่าไข่ล้มจะต้มกิน
ถ้าตกดินเสียก็อดหมดฝีมือ
ตั้งใจเรานี้จะดีกว่า
อุตส่าห์อ่านเขียนเรียนหนังสือ
ทั้งวิชาสารพัดเพียรหัดปรือ     
อย่าดึงดื้อตั้งไข่ร่ำไรเอย ฯ

สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์
ร้องรำลมพัดชายเขา
ซักส้าว
   ซักเอ๋ยซักส้าว
ผลมะนาวทิ้งทานในงานศพ
เข้าแย่งชิงเหมือนสิ่งไม่เคยพบ
ไม่น่าคบเลยหนอพวกขอทาน
ดูประหนึ่งขัดสนจนปัญญา
มีทางหากินได้หลายสถาน
ประหลาดใจเหตุไฉนไม่ทำงาน     
ประกอบการอาชีพที่ดีเอย ฯ

ร้องรำสารถีชักรถ
ตุ๊ดตู่
   ตุ๊ดเอ๋ยตุ๊ดตู่
ในเรี่ยวในรูช่างอยู่ได้
ขี้เกียจนักหนาระอาใจ
มาเรียกให้กินหมากไม่อยากคบ
ชาติขี้เกียจเบียดเบียนแต่เพื่อบ้าน     
การงานแต่สักนิดก็คิดหลบ
ตื่นเช้าเราควรหมั่นประชันพลบ
ไม่ขอคบขี้เกียจเกลียดนักเอย ฯ

สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์ ร้องลำวิลันตาโอด
นกกิ้งโครง
   นกเอ๋ยนกกิ้งโครง
หลงเข้าโพรงนกเอี้ยงเถียงเจ้าของ
อ้อยอี๋เอียงอ้อยอี๋เอียงส่งเสียร้อง     
เจ้าของเขาว่าหน้าไม่อาย
แต่นกยังรู้ผิดรั
นักปราชญ์รู้พลั้งไม่แม่นหมาย
แต่ผิดรับผิดพอผ่อนร้าย
ภายหลังจงระวังอย่าพลั้งเอย ฯ

พระยาพินิจสารา (ทิม) แต่ง ร้องลำนกกระจอกทอง
เรือเล่น
   เรือเอ๋ยเรือเล่น
สามเส้นเศษวาไม่น่าล่ม
ฝีพายลงเต็มลำจ้ำตะบม
ไปขวางน้ำคล่ำจมลงกลางวน
ทำขวาง ๆ รีรีไม่ดีหนอ
เที่ยวขัดคอขัดใจไม่เป็นผล
จะก่อเรื่องเคืองข้องหมองกมล     
เกิดร้อนรนร้าวฉานรำคาญเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำตวงพระธาตุ
นกเอี้ยง
   นกเอ๋ยนกเอี้ยง
คนเข้าใจว่าเจ้าเลี้ยงซึ่งควายเฒ่า
แต่นกเอี้ยงนั้นเลี่ยงทำงานเบา
แม้อาหารก็ไปเอาบนหลังควาย
เปรียบเหมือนคนทำตนเป็นกาฝาก     
รู้มากเอาเปรียบคนทั้งหลาย
หนีงานหนักคอยสมัครงานสบาย
จึงน่าอายเพราะเอาเยี่ยงนกเอี้ยงเอย ฯ

ร้องลำแขกไซ
ไก่แจ้
   ไก่เอ๋ยไก่แจ้
ถึงยามขันขันแซ่กระชั้นเสียง
โก่งคอเรื่อยร้องซ้องสำเนียง     
ฟังเพียงบรรเลงวังเวงดัง
ถ้าตัวเราเหล่านี้หมั่นนึก
ถึงคุณครูผู้ฝึกสอนสั่ง
ไม่มากนักสักวันละสองครั้ง
คงตั้งแต่สุขทุกวันเอย ฯ

หม่อมเจ้าประภากร ทรงแต่ง ร้องลำนางนาค
จ้ำจี้
   จ้ำเอ๋ยจ้ำจี้
เพ้อเจ้อเต็มทีไม่มีผล
ดอกเข็มดอกมะเขือเจือระคน
สับสนเรื่องราวยาวสุดใจ
เขาจ้ำแจวจ้ำพายเที่ยวขายของ     
เร่ร้องตามลำแม่น้ำไหล
ชอบรีบแจวรีบจ้ำหากำไร
จ้ำทำไมจ้ำจี้ไม่ดีเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำลิ้นลากระทุ่ม
กาดำ
   กาเอ๋ยกาดำ
รู้จำรู้จักรักเพื่อน
ได้เหยื่อเผื่อแผ่ไม่แชเชือน
รีบเตือนพวกพ้องร้องเรียกมา
ต่างกลุ้มรุมล้อมพร้อมพรัก
น่ารักน้ำใจกระไรหนา
การเผื่อแผ่แน่ะพ่อหนูจงดูกา     
มันโอบอารีรักดีนักเอย ฯ

นายแก้ว แต่ง ร้องลำขิมเล็ก
แมงมุม
   แมงเอ๋ยแมงมุม
ขยุ้มหลังคาที่อาศัย
สั่งสอนลูกรักให้ชักใย
ลูกไกลไม่ทำต้องจำตี
ได้ความเจ็บแค้นแสนสาหัส     
เพราะขืนขัดถ้อยคำแล้วซ้ำหนี
เด็กเอ๋ยเจ้าอย่าเป็นดังเช่นนี้
สิ่งไม่ดีครูว่าอย่าทำเอย ฯ

หลวงประชุมบรรณสาร (พิณ) แต่ง ร้องลำบทร้องไห้
กะเกย
   กะเอ๋ยกะเกย
อย่าละเลยกุ้งไม้ไว้จนเหม็น
มากินข้าวเถิดนะเจ้าข้าวจะเย็น     
ไปมัวเล่นอยู่ทำไมใช่เวลา
ถ้าถึงยามกินนอนผ่อนผัดนัก
ก็ขี้มักเจ็บไข้ไม่แกล้งว่า
จะท้องขึ้นท้องพองร้องระอา
ต้องกินยาน้ำสมอขื่นคอเอย ฯ

สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์
ร้องลำตะนาว
มดแดง
   มดเอ๋ยมดแดง
เล็กเล็กเรี่ยวแรงแข็งขยัน
ใครกล้ำกลายมาทำร้ายถึงรังมัน     
ก็วิ่งพรูกรูกันมาทันที
สู้ได้หรือมิได้ใจสาหัส
ปากกัดก้นต่อยไม่ถอยหนี
ถ้ารังเราใครกล้ามาราวี
ต้องต่อตีทรหดเหมือนมดเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง รำลำพัดชา
ตุ๊กแก
   ตุ๊กเอ๋ยตุ๊กแก
ตับแก่แซ่ร้องกึกก้องบ้าน
เหมือนเตือนให้งูรู้อาการ
น่ารำคาญเสียแท้ ๆ แส่จริงจริง
อันความลับเหมือนกับตับที่ลับแน่     
อย่าตีแผ่ให้กระจายทั้งชายหญิง
ที่ควรปิดปิดไว้อย่าไหวติง
ที่ควรนิ่งนิ่งไว้ในใจเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำสะสม
กระต่าย
   กระเอ๋ยกระต่าย
มุ่งหมายเสาะหาแต่อาหาร
เผลอนิดติดแร้วดักดาน
ลนลานเชือกรัดมัดต้นคอ
จะทำการสิ่งไรให้พินิจ
อย่าคิดแต่ละโมภโลภลาภหนอ
เห็นแต่ได้ไขว่คว้าไม่รารอ     
จะยื่นคอเข้าแร้วยายแก้วเอย ฯ

พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทัศน์นิภาธร
 ทรงนิพนธ์ ร้องลำตะลุ่มโปง
โพงพาง
   โพงเอ๋ยโพงพาง
ทอดขวางตามลำแม่น้ำไหล
มัจฉาตาบอดลอดเข้าไป
ติดอยู่ในข่ายขึงตรึงตรา
ตาบอดอยู่ประสาตัวตาบอด
อย่าทำสอดตาเห็นเช่นว่า
ควรเสงี่ยมเจียมพักตร์รักกายา     
อวดฉลาดพลาดท่าพาจนเอย
เจ้าการะเกด
   เจ้าเอ๋ยเจ้าการะเกด
ขี่ม้าเทศถือกฤชจิตเจ้ากล้า
คอยระวังไพรีจะมีมา
การรักษาหน้าที่ดีสุดใจ
อันถิ่นฐานบ้านช่องต้องรักษา
หมั่นตรวจตราเย็นเช้าเอาใจใส่
อย่าเลินเล่อเผลอพลั้งระวังภัย     
ถ้าหากใครมัวประมาทมักพลาดเอย ฯ

นายทัต เปรียญ แต่ง ร้องลำม้าย่อง
โมเย
   โมเอ๋ยโมเย
ไปทะเลเมาคลื่นฝืนไม่ไหว
ให้อ่อนจิตอาเจียนวิงเวียนไป     
พักอาศัยจอดนอนก็ผ่อนคลาย
อันเมาเหล้าเมายามักพาผิด
และพาติดตนอยู่ไม่รู้หาย
จะเลื่องลือชื่อชั่วจนตัวตาย
อย่าเมามายป่นปี้ไม่ดีเอย ฯ

นายแก้ว แต่ง ร้องลำจีนดาวดวงเดียว
เท้งเต้ง
   เท้งเอ๋ยเท้งเต้ง
คว้างเคว้งอยู่ในลำแม่น้ำไหล
ไม่มีเจ้าของปกครองไป
ต้องลอยตามน้ำไปโคลงเคลง
เหมือนใครลอยโลเลไม่ยุดหลัก     
คนขี้มักกลุ่มรุมกันคุมเหง
ต่อความดีป้องตนคนจึงเกรง
อย่าเท้งเต้งมดตะนอยจะต่อยเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำล่องเรือ
นกเขา
   นกเอ๋ยนกเขา 
ขันแต่เช้าหลายหนไปจนเที่ยง
สามเส้ากุกแกมแซมสำเนียง
เสนาะเสียงเพียงจะรีบงีบระงับ
อันมารดารักษาบุตรสุดถนอม
สู้ขับกล่อมไกวเปลเห่ให้หลับ
พระคุณท่านซาบซึมอย่าลืมลับ     
หมั่นคำนับค่ำเช้านะเจ้าเอย ฯ

พระยาพินิจสารา (ทิม) แต่ง ร้องลำเทพชาตรี
จันทร์เจ้า
   จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า
ใครขอข้าวขอแกงท้องแห้งหนอ
ร้องจนเสียงแห้งแหบถึงแสบคอ
จันทร์จะขอให้เราก็เปล่าดาย
ยืมจมูกท่านหายใจเห็นไม่คล่อง
จงหาช่องเลี้ยงตนเร่งขวนขวาย
แม้นเป็นคนเกียจคร้านพานกรีดกราย     
ไปมัวหมายจันทร์เจ้าอดข้าวเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำพราหมณ์ดีดน้ำเต้า
ช้างพลาย
   ช้างเอ๋ยช้างพลาย
ร่างกายกำยำล่ำสัน
กินไผ่ใบดกตกมัน
ดุดันโดยหมายว่ากายโต
มนุษย์น้อยนักหนายังสามารถ     
เอาเชือกบาศคล้องติดด้วยฤทธิ์โง่
อย่าถือดีดังช้างทำวางโต
จะยืนโซติดปลอกไม่ออกเอย ฯ

นายแก้ว แต่ง ร้องลำชมดงนอกสามชั้น
จุ๊บแจง
   จุ๊บเอ๋ยจุ๊บแจง
เจ้ามีแรงควักข้าวเปียกให้ยายหรือ
เห็นจะเป็นแต่เขาเล่าลือ
จะยึดถือเอาเป็นจริงยังกริ่งใจ
ความเลื่องลือต่อต่อก่อให้วุ่น     
อย่าเพ่อฉุนเชื่อนักมักเหลวไหล
ควรฟังหูไว้หูดูดูไป
พกหินไว้มีคุณกว่านุ่นเอย ฯ

หลวงประสิทธิ์อักษรสาร (เทศ) แต่ง ร้องลำลองเรือ พระนคร
ดุเหว่า
   ดุเอ่ยดุเหว่า
ฝีปากเจ้าเหลือเอกวิเวกหวาน
ผู้ใดฟังวังเวงบรรเลงลาญ
น่าสงสารน้ำเสียงเจ้าเกลี้ยงกลม
เป็นมนุษย์สุดดีก็ที่ปาก
ถึงจนยากพูดจริงทุกสิ่งสม
ไม่หลอนหลอกปลอกปลิ้นด้วยลิ้นลม     
คนคงชมว่าเพราะเสนาะเอย ฯ

นายแก้ว แต่ง ร้องลำเขมรใหญ่
นกกระจาบ
   นกเอ๋ยนกกระจาบ
เห็นใบพงลงคาบค่อยเพียรขน
มาสอดสอยด้วยจงอยปากของตน     
ราวกับคนช่างพินิจคิดทำรัง
ช่างละเอียดเสียดสลับออกซับซ้อน
อยู่พักร้อนนอนร่มได้สมหวัง
แม้นทำการหมั่นพินิจคิดระวัง
ให้ได้ดังนกกระจาบไม่หยาบเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำตะลุ่มโปง
หนูหริ่ง
   หนูเอ๋ยหนูหริ่ง
ไววิ่งซ่อนซุกกุกกัก
ค้อนทับกับแจ้แย่ตารัก
เพราะชั่วนักไม่น่าจะปราณี
จะกินได้หรือมิได้ก็ไม่ว่า
ชั้นผ่อนผ้ากัดค้นจนป่นปี้
ทำสิ่งใดใช่ประโยชน์แม้นโทษมี     
เป็นไม่ดีอย่าทำจงจำเอย ฯ

นายแก้ว แต่ง ร้องลำจีนขวัญอ่อน
โอละเห่
   โอเอ๋ยโอละเห่
คิดถ่ายเทตื่นนอนแต่ก่อนไก่
ทำขนมแชงม้าหากำไร
เกิดขัดใจกันในครัวทั้งผัวเมีย
ผัวตีเมียเมียด่าท้าขรม
ลืมขนมทิ้งไว้ไม่คนเขี่ย
ก้นหม้อเกรียมไหม้ไฟลวกเลีย     
ขนมเสียเพราะวิวาทขาดทุนเอย ฯ

สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์
 ร้องลำจีนต่อยหม้อ
ลิงลม
   ลิงเอยลิงลม
ไฉนอมข้าวพองตรองไม่เห็น
ลิงก็มีฟันเขี้ยวเคี้ยวก็เป็น     
มาอมนิ่งเล่นเล่นไม่เห็นควร
แม้ทำการสิ่งใดไม่ตลอด
มาท้อทอดกลางคันคิดหันหวน
ทำโอ้โอ้เอ้เอ้ลงเรรวน
คนจะสรวลบัดสีไม่ดีเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำสมิงทองมอญ
อิ่มก่อน
   อิ่มเอ๋ยอิ่มก่อน
รีบจะไปดูละครโขนหนัง
ทิ้งสำรับคับค้อนไว้รุงรัง
เหมาคนอิ่มทีหลังให้ล้างชาม
การเฝ้าเอาเปรียบกันอย่างนี้
มิดีหนอเจ้าฟังเราห้าม
คบเพื่อนฝูงจงอุตส่าห์พยายาม     
รักษาความสามัคคีจะดีเอย ฯ

สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์
ร้องลำสระบุหร่งนอก
ซุ่มมรดี
   ซุ่มเอ๋ยซุมมรดี
จะเสียทีก็เพราะเพลินจนเลินเล่อ
ระวังตนอย่าเป็นคนเผลอเรอ
ระวังพูดอย่าให้เพ้อถึงความใน
แม้นใครไม่ระวังตั้งเป็นหลัก     
เดินก็มักพลาดพื้นลื่นไถล
พูดก็มักพร่ำเผลอเพ้อเจ้อไป
ระวังไว้เป็นทุนแม่คุณเอย ฯ

นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำช้างประสานงา
 ที่มา:http://www1.mod.go.th/heritage/nation/misc/learning0.html

คำสั่งย้ายคืนถิ่น

     เห็นหนังสือย้ายคืนถิ่นแล้วหลังจากคอยมานาน คำสั่งให้เดินทางภายในวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2555 ณ โรงเรียนอนุบาลสุพรรณบุรี ที่ผ่านมาพยายามฟันฝ่ามรสุม และก็คงฝ่าฟันมรสุมต่อไปจวบจนวาระของระบบราชการจะสิ้น แต่ลมหายใจของฉันก็ยังมุ่งมั่นที่จะดำรงความเป็นตัวตนไม่ว่าจะไปตกอยู่ส่วนใดของโลกที่สับสนยุ่งยับ

ภูมิปัญญาของชนชาติไทย

      ชนชาติไทยมีความภูมิใจอย่างมากคือภาษาเพราะภาษาไทยเป็นสิ่งเดียวที่บ่งบอกความเป็นไทยที่ชัดเจนที่สุด ภาษาอยู่คู่กับชนชาติไทยมานานและพัฒนาตามภูมิปัญญาของชาวไทยผ่านยุคสมัยจนถึงปัจจุบันซึ่งภูมิปัญญาก็หมายถึง พื้นความรู้ ความคิด ความเชื่อ ความสามารถ ความจัดเจน และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่คนเราสั่งสมและสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตหรือจะกล่าวว่า ภูมิปัญญา คือ รากเหง้าของความคิดที่ทรงคุณค่าของบรรพบุรุษ นั่นเอง

      ภูมิปัญญาทางภาษาไทย จึงหมายถึงความรู้ ความสามารถ ความชาญฉลาดในการแก้ปัญหา หรือสร้างสรรค์ผลงานทางด้านภาษาไทย ภูมิปัญญาทางภาษาไทยที่เด่น ๆ มีทั้งหมด ๘ ข้อ ได้แก่


๑. เชาน์ปัญญาไหวพริบในการสร้างคำ

เมื่อไทยเราเริ่มคิดค้นอักษรไทยขึ้น เราได้สร้างคำขึ้นใช้โดยเลียนเสียงธรรมชาติบ้าง ขอยืมคำจากภาษาอื่นมาใช้บ้าง คิดคำขึ้นมาเองเพื่อใช้เรียกชื่อให้ ตรงกันบ้าง คำที่คิดขึ้นในสมัยแรก ๆ เป็นคำเดียวโดด เช่น โค ฝน วิว หมอน พร้า ดาบ ฝุ่น กิน ข้าว ดู งาม ฯลฯ ต่อมาเราเห็นว่าคำที่คิดขึ้นไม่พอใช้ จึงได้สร้างคำขึ้นใหม่โดยวิธีการต่าง ๆ เช่น

นำคำไทยมาเรียงต่อกันเป็นคำประสม เช่น น้ำใจ ชาวสวน นักเรียน
นำคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันมาซ้อนกันเป็นคำซ้อนเพื่อความหมาย เช่น รักใคร่ บ้านเรือน ดูแล โกรธเคือง
นำคำที่มีเสียงใกล้เคียงกันมาซ้อนกันเป็น คำซ้อนเพื่อเสียง เช่น งุนงง โยเย จวนเจียน เกะกะ ฯลฯ
นำคำเดียวกันมาใช้สองครั้ง กลายเป็นคำซ้ำ เช่น แดง ๆ เขียว ๆ เหลือง ๆ

๒. ความร่ำรวยและความหลากหลายในถ้อยคำ

คนไทยยังเกิดแนวคิดใหม่ นำคำที่คิดขึ้นมากมายนั้นมาจับกลุ่มใหม่ สำหรับคำที่ออกเสียงเหมือนกัน แต่เขียนต่างกัน ก็เรียกชื่อว่า คำพ้องเสียง  เช่น

กาน การ กาล กาฬ การณ์ กานท์
สัน สรร สรรค์ สรรพ์ สันท์ สันต์
(ทุกคำที่ยกตัวอย่างมา จะมีความหมายทั้งนั้น)

ส่วนคำที่เขียนเหมือนกัน แต่อ่านต่างกัน เราเรียกชื่อว่า คำพ้องรูป เช่น

ครุ อ่านว่า ครุ (ค ควบกล้ำกับ ร) หรือ คะ – รุ
กรี อ่านว่า กรี (ก ควบกล้ำกับ ร) หรือ กะ - รี

คำอีกกลุ่มหนึ่งมีความหมายเหมือนกัน แต่เขียนต่างกัน เราเรียกว่า คำพ้องความหมาย เช่น

คำที่แปลว่า งาม ได้แก่ โศภา โศภิต โศภิน โสภา โสภี ตรู ประไพ สุนทร เฉิดฉัน ไฉไล ประอร เพริศ เพาพะงา เพรา อะเคื้อ จรูญ ลออ

คำที่แปลว่า พระอาทิตย์ ได้แก่ สุริยะ สุริยา สุริยัน สุริยน สุริโย อาภากร ทินกร ทิพากร ทิวากร ภาณุ ภาสกร รพี รำไพ รวิ รวี รังสิมา สหัสรังสี


๓. ภาษาไทยเป็นภาษามีวรรณยุกต์

นับเป็นเอกลักษณ์ของภาษาไทยอย่างหนึ่งที่เรามีวรรณยุกต์ใช้ เพราะการใส่วรรณยุกต์ในคำใด ๆ จะทำให้คำนั้นเกิดความหมายใหม่ และเรามีคำใหม่ขึ้นใช้เพิ่มขึ้น เช่น เสือ เสื่อ เสื้อ , ไก ไก่ ไก้ ไก๊ ไก๋ , ฟาง ฟ่าง ฟ้าง เป็นต้น

๔. ภาษาไทยนิยมใช้คำสัมผัสคล้องจอง

คนไทยเป็นคน เจ้าสำบัดสำนวน เราจึงคิดค้นคำสัมผัสขึ้นมาใช้ ทั้ง สัมผัสสระ และ สัมผัสอักษร (สัมผัสพยัญชนะ) โดยใช้กับเพลงในการละเล่นของเด็กไทย ปริศนาคำทาย สำนวนไทย คำพังเพย สุภาษิต บทร้อยกรอง บทเพลง ทั้ง สัมผัสสระ และสัมผัสอักษร (สัมผัสพยัญชนะ)

สัมผัสสระ คือ คำที่ใช้สระตัวเดียวกัน ถ้ามีตัวสะกดต้องใช้ตัวสะกดตัวเดียวกันด้วย เช่น มอง ปอง รอง


สัมผัสอักษร คือคำที่ใช้อักษรตัวเดียวกัน ถ้ามีตัวสะกด ใช้ตัวสะกดต่างกันได้


ตัวอย่างการใช้สัมผัสสระ

การละเล่น จ้ำจี้มะเขือเปราะ กะเทาะหน้าแว่น พายเรือกแอ่น...
ปริศนาคำทาย อะไรเอ่ย สี่ตีนเดินมา หลังคามุงกระเบื้อง
สำนวนไทย ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน
คำพังเพย คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ
สุภาษิต ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง สร้างกุศลอย่ารู้โรย
บทร้อยกรอง
จำขึ้นใจในวิชาดีกว่าจด จำไม่หมดจดไว้ดูเป็นครูสอน
จดและจำทำวิชาให้ถาวร เป็นอาภรณ์เกียรติคุณนุกูลกาล
( กลอนสุภาพหรือกลอนแปด

บทเพลง โอ้ละหนอดวงเดือนเอย พี่มาเว้ารักเจ้าสาวคำดวง โอ้ดึกแล้วหนอพี่ขอลาล่วง อกพี่เป็นห่วงรักเจ้าดวงเดือนเอย


๕. ภาษาไทยใช้ลักษณนาม

ลักษณนามในภาษาไทยถือเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ที่ภาษาอื่นไม่มีใช้ จึงนับว่าเป็นความช่างคิดของคนไทยที่ใช้คำลักษณนามที่สามารถบอกลักษณะของ สิ่งของนั้น ๆ ได้ เช่น

ข่าว ใช้ลักษณนามว่า กระแส

ยา ใช้ลักษณนามว่า ขนาน
กาพย์ กลอน คำประพันธ์ คาถา บทความ ใช้ลักษณนามว่า บท
พร ภัย เหตุผล ใช้ลักษณนามว่า ประการ
ปี่ ขลุ่ย ใช้ลักษณนามว่า เลา
ทัพ ทหาร ใช้ลักษณนามว่า กอง
จาก พลุ ปลาย่าง ลูกปืน ใช้ลักษรนามว่า ตับ
เชือก ลวด สายไฟฟ้า ใช้ลักษณนามว่า ขด

๖. ภาษาไทยเป็นภาษามีระดับ

คนไทยมีนิสัยประจำชาติที่แตกต่างจากชาติอื่น คือ การมีสัมมาคารวะ ยกย่องให้เกียรติ อ่อนน้อมถ่อมตน ด้วยเหตุนี้การใช้ภาษาจึงมีความแตกต่างกันในแต่ละระดับของชนชั้น เช่น

พระมหากษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ ใช้ว่า เสวย

พระภิกษุ ใช้ว่า ฉัน
บุคคลระดับสูง ผู้มีการศึกษา ใช้ว่า รับประทาน
บุคคลระดับกลาง บุคคลทั่วไป ใช้ว่า กิน
บุคคลระดับต่ำ ชนชั้นกรรมกร ใช้ว่า ยัด แดก ฯลฯ

ในการนำภาษาไปใช้แต่ละโอกาส หรือสถานการณ์จะแตกต่างกันไป เช่น

ภาษาพูดธรรมดา ใช้คำว่า บอก เล่า
ภาษาพูดที่สุภาพ ใช้คำว่า แจ้ง กล่าว
ภาษาเขียน ใช้คำว่า เรียน ชี้แจง แสดง

ตัวอย่างที่ยกมาเป็นแสดงนี้ แสดงให้เห็นภูมิปัญญาทางภาษาของคนไทยในการคิดค้นถ้อยคำขึ้นใช้ให้มีความแตก ต่างกันตามบริบทของการใช้คำ และตามความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย


๗. ภาษาไทยมีการผวนคำ

การผวนคำ เป็นการนำคำมาสับที่ สับเสียง เพื่อให้เกิดความหมายใหม่ หรืออาจไม่มีความหมายเลย แต่แสดงถึงความมีอารมณ์ขัน และความสนุกของคนไทย.ในการสร้างสรรค์คำใหม่เท่านั้น คำผวนบางคำเมื่อสับที่ สับเสียงแล้ว อาจมีความหมายไปในทางที่หยาบโลน หรือส่อเจตนาในทางเพศ แต่ถือว่าเป็นการเล่นคำเพื่อความสนุกสนานในหมู่คนใกล้ชิด คำผวนนี้ไม่ควรนำมาใช้ในที่สาธารณชน เช่น บันได ผวนว่า ไบดัน ตีนแตก ผวนว่า แดกตีน
หมีมา ผวนว่า หมามีสวัสดี ผวนว่า สวีดัด ฯลฯ

๘. ภูมิปัญญาไทยในบทประพันธ์

คนไทยเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน ชอบเรียงร้อยถ้อยคำให้เกิดเสียงไพเราะ เป็นคำประพันธ์ประเภทร้อยแก้วและร้อยกรอง ซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาไทยอันยอดเยี่ยมในการใช้ถ้อยคำ เช่น คำประพันธ์ต่อไปนี้

“บ้านสร้างน้ำทุ่งสว่างขึ้นอีกครั้งเมื่อเกือบจะใกล้ยามสี่ พระจันทร์ครึ่งดวงหลังฝนเหือดมีสีแดงปน จึงเจือแสงเข้มขึ้นกว่าธรรมดา หยาดน้ำค้างซึ่งค้างบนปลายไม้และหญ้าวาววับจับนัยน์ตา เป็นประกายดูประหนึ่งท้องทุ่งดาษด้วยเพชร...”
(ยาขอบ)

เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า

มิหวังกระทั่งฟากฟ้า ซบหน้าติดดินกินทราย
จะเจ็บจำไปถึงปรโลก ฤๅรอยโศกรู้ร้างจางหาย
จะเกิดกี่ชาติมาตรมตาย อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ
(อังคาร กัลยาณพงศ์)


เอกสารอ้างอิง
แก้วกานต์ ภูมิศรีแก้ว ๒๕๔๕ ภาษาไทยเพื่ออาชีพ ๑ กรุงเทพฯ ประสานมิตร
ประพนธ์ เรืองณรงค์ และ เสาวลักษณ์ อนันตศานต์ ๒๕๔๕ ภูมิปัญญาทางภาษา กรุงเทพฯ ไทยวัฒนาพานิช
สวนิต ยมาภัย “คนกับภาษา” สารสถาบันภาษาไทย ๒ (เมษายน – มิถุนายน ๒๕๓๘) หน้า ๒๙
สุภัค มหาวรากร ๒๕๔๖ ภาษาไทยเพื่ออาชีพ ๑ กรุงเทพฯ
บริษัท เอมพันธ์ จำกัด

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ความสุขมาแล้วจ้า



     เห็นภาพก็มีความสุขแล้ว และเรามาศึกษาวิธีการทำความสุขกันเถอะสูตรที่ว่านี้มีง่าย ๆ อย่างนี้
      1.   ดื่มน้ำให้มาก
    
2.   กิน อาหารเช้าเหมือนราชา, รับประทานอาหารเที่ยงเหมือนเจ้าชายและเมื่อถึงอาหารเย็น, ให้วาดภาพว่าตัวเองเป็นแค่ขอทาน (แปลว่ากินมือหนักที่สุดตอนเช้า, และกลาง ๆ ตอนเที่ยงและตกเย็นแล้ว, ทำตัวเป็นยาจก, ไม่มีอะไรจะกิน...สุขภาพจะเป็นอย่างเทวดาทีเดียวเชียวแหละ)
3.  กินอาหารที่โตบนต้นและบนดิน, พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ผลิตจากโรงงาน
4. ใช้ชีวิตบนหลักการ 3 E...นั่นคือ energy หรือพลังงาน, enthusiasm หรือกระตือตือร้น และ empathy คือเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ๆ
5.  หาเวลาทำสมาธิหรือสวดมนต์เสมอ
6.   เล่นเกมสนุก ๆ เสียบ้าง, อย่าเครียดกันนักเลย
7.  อ่านหนังสือให้มากขึ้น...ตั้งเป้าว่าปีนี้จะอ่านมากกว่าปีที่ผ่านมา
8.  นั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองสักวันละ 10 นาทีให้ได้
9.   นอนวันละ 7 ชั่วโมง
10.เดินสักวันละ 10 ถึง 30 นาที, แล้วแต่จะสะกวด, ไม่ต้องเครียดกับมัน, วันไหนไม่ได้เดิน, ก็อย่าหงุดหงิดกับมัน
11.ระหว่างเดิน, อย่าลืมยิ้ม
นั่น เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพกายและใจที่ผสมปนเปกันได้เสมอ, หากทำเป็นกิจวัตร, ชีวิตก็จะแจ่มใส, แต่อย่าทำให้ตัวเองเครียดด้วยการรู้สึกผิดถ้าหากวันไหนทำไม่ได้ตามที่วาง กำหนดเวลาของตนเอาไว้
วันนี้ทำไม่ได้, พรุ่งนี้ทำก็ได้
แต่การไม่เอาจริงเอาจังกับตัวเองเกินไปไม่ได้หมายถึงการผัดวันประกันพรุ่ง, ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้ครับ
1.  อย่าเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง
2.   อย่า คิดทางลบเกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิดทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย
3.  อย่าทำอะไรเกินกว่าที่ตัวเองทำได้...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน
4.  อย่าเอาจริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก
5.  อย่าเสียเวลาและพลังงานอันมีค่าของคุณกับเรื่องหยุมหยิมหรือเรื่องซุบซิบ....นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง
6.  จงฝันตอนตื่นมากกว่าตอนหลับ
7. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ๆ ปลี้ ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว
8. ลืม เรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่ง เลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ
9.  ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร...จงอย่าเกลียดคนอื่น
10.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ
11.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง
12.จง เข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียนรู้ และปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรซึ่งมาแล้วก็หายไป...เหมือนโจทย์วิชา พีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต
13. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น
14. คุณ ไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถกแถลงกับคนอื่นหรอก...บางครั้งก็ยอมรับว่าเรา เห็นแตกต่างกันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร
แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้างเราล่ะ?
1.      อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ
2.    จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน
3.     จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง
4.     จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6 ขวบ
5.     พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน
6.      คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่เรื่องของคุณสัก  หน่อย
7.  งาน ของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหาสุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็นอันขาด
และถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้, ก็ควรจะทำดังต่อไปนี้
1.   ทำสิ่งที่ควรทำ
2.   อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์, จงทิ้ง
   ไปเสีย...เก็บไว้ทำไม?
3.   เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผลทุกอย่างได้
4.  ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน
5.  ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุก
    จากเตียง, แต่งตัวและปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงาน
    ด้วย...get up, dress up and show up.
6.   สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง
7.   ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า
    หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย
8.  เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุข
    เสมอ...ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า?

และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด

ส่งบทความนี้ต่อไปให้คนที่คุณรักและห่วงหาอาทรด้วย

ทศวรรษ ศตวรรษ และสหัสวรรษ

        เคยสงสัยไหมว่า ที่เขาพูดกันว่าทศวรรษนั้นมีความหมายว่าอย่างไร มาทำความเข้าใจกันเลยว่า........


การแบ่งช่วงเวลาเป็น ทศวรรษ  ศตวรรษ  และสหัสวรรษ
     การที่วัน เวลาผ่านไปทุกวันและมนุษย์ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ที่ใช้เวลายาวนานกว่าหนึ่งปี  เมื่อพูดถึงอดีตหรืออนาคตที่ห่างจากช่วงเวลาปัจจุบันมาก  ทำให้มนุษย์ต้องมีการกำหนดช่วงเวลาเพื่อให้สามารถกล่าวถึงช่วงเวลากว้าง ๆ ได้  การแบ่งช่วงเวลาของมนุษย์มีหลายแบบ  ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การนำไปใช้ประโยชน์  เช่น  การแบ่งช่วงเวลาเป็น  วัน  เดือน  ปี  วินาที  นาที  ชั่วโมง  พุทธศักราช (พ.ศ.)  คริสต์ศักราช (ค.ศ.)  เป็นต้น
     เมื่อกล่าวถึงช่วงเวลาที่ผ่านไปแล้ว  หรือช่วงเวลาที่ยังมาไม่ถึงเป็นเวลานาน ๆ เช่น  10 ปีก่อน 10 ปีข้างหน้า 100 ปีก่อน  100 ปีข้างหน้า  1000  ปีก่อน 1000 ปีข้างหน้า  ได้มีการกำหนดคำขึ้นมาเพื่อกล่าวถึงช่วงเวลากว้าง ๆ ในรอบ 10 ปี  รอบ 100 ปี  และรอบ 1000 ปี  ให้เข้าใจง่ายและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน  ได้แก่  คำว่า "ทศวรรษ  ศตวรรษ  และสหัสสวรรษ"
          ทศวรรษ  หมายถึง  ช่วงเวลาในรอบ 10 ปี  เริ่มนับตั้งแต่ปีที่ขึ้นต้นด้วยเลข 0  เป็นปีแรกของทศวรรษ  และนับไปสิ้นสุดที่เลข 9  เรานิยมใช้ทศวรรษในการบอกช่วงเวลาทางคริสต์ศักราช
          แม้ว่าการใช้พุทธศักราชจะไม่นิยมพูดถึงช่วงเวลาเป็นทศวรรษ  แต่เราสามารถใช้ทศวรรษในการกล่าวถึงช่วงเวลา 10 ปีได้  เช่น
          ทศวรรษที่ 40  ทางพุทธศักราช  หมายถึง  ช่วงเวลาระหว่าง  พ.ศ. 2540 - 2549
          ตัวอย่างการใช้ทศวรรษ  เช่น
               -  ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา  บ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  หมายถึง  ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา
               -  มีการคาดการณ์ว่า  ในทศวรรษหน้าทุกครัวเรือนจะมีคอมพิวเตอร์ใช้  หมายถึง  ในช่วง 10 ปีข้างหน้า
          ศตวรรษ  หมายถึง  ช่วงเวลาในรอบ 100 ปี  เริ่มนับตั้งแต่ปีที่ขึ้นต้นด้วยเลข 1 เป็นปีแรกของศตวรรษ  จนถึง 100  เช่น
               พุทธศตวรรษที่ 1  หมายถึง  ช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 1 - พ.ศ. 100
               พุทธศตวรรษที่ 2  หมายถึง  ช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 101 - พ.ศ. 200
               คริสต์ศตวรรษที่ 18 หมายถึง  ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ. 1701 - ค.ศ. 1800
               คริสต์ศตวรรษที่ 20 หมายถึง  ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ. 1901 - ค.ศ. 2000
          เรานิยมกล่างถึงช่วงเวลาเป็นศตวรรษทั้งแบบพุทธศักราชและคริสต์ศักราช  ตัวอย่างเช่น
               -  ปัจจุบันพระพุทธศาสนามีอายุเข้าสู่พุทธศตวรรษที่ 26  หมายถึง  ช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2600
               -  ปัจจุบัน  โลกเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 21 แล้ว  หมายถึง  ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ. 2001 - ค.ศ. 2100
          สหัสวรรษ  หมายถึง  ช่วงเวลาในรอบ 1000 ปี  เริ่มนับตั้งแต่ปีที่ขึ้นด้วยเลข 1  เป็นปีแรกของสหัสวรรษ  จนถึงปีที่ลงท้ายด้วยหลัก 1000 ตัวอย่างเช่น
               สหัสวรรษที่ 1 หมายถึง ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ.1 - ค.ศ.1000
               สหัสวรรษที่ 2 หมายถึง ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ.1001 - ค.ศ.2000
               สหัสวรรษที่ 3 หมายถึง ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ.2001 - ค.ศ.3000
               พุทธสหัสวรรษที่ 3 หมายถึง ช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ.2001 - พ.ศ.3000

ที่มา  :
เอกรินทร์  สี่มหาศาล  และคณะ . ประวัติศาสตร์ ป.4 . พิมพ์ครั้งที่ 3 . กรุงเทพ ฯ : อักษรเจริญทัศน์

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

NT ปีการศึกษา 2554

    ดิฉันสอนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 วิชาภาษาไทย และประถมศึกษาปีที่ 5 วิชาวิทยาศาสตร์ ผลออกมาทำให้มีกำลังใจและมีแรงที่จะทำงานตามปณิธานต่อไปเพื่อคุณภาพชีวิตของเด็ก ๆ ปี 2554 นี้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้งวิชาภาษาไทยและวิทยาศาสตร์ มีผล NT ดังนี้
    รายงานผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2554
    ภาษาไทย ได้อันดับที่ 2 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ซึ่งมีโรงเรียนทั้งหมด 146 โรงเรียน
    ค่าเฉลี่ยร้อยละ  67.74    ร้อยละของจำนวนนักเรียน  ระดับปรับปรุง  0  ระดับพอใช้ 22.22  ระดับดี 77.78
    วิทยาศาสตร์ ได้อันดับ 3  ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ซึ่งมีโรงเรียนทั้งหมด 146 โรงเรียน
    ค่าเฉลี่ยร้อยละ 63.01    ร้อยละของจำนวนนักเรียน  ระดับปรับปรุง  2.78  ระดับพอใช้ 25.00  ระดับดี 72.22
   

 อ้างอิง  http://www.nitedsp2.org/index.php/2012-02-27-15-46-17/category/23-5

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แต่งตัวรอ

       ณ ที่แห่งหนึ่งของกาลเวลา ซึ่งฉันกำลังเฝ้ารอเพื่อไปยังที่อยู่ใหม่ เหมือนนกที่ย้ายรัง ต้องตั้งใจที่จะเข็มแข็งเพื่อรวบรวมพละกำลังให้พร้อมเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ ที่จะตามมาเมื่อสร้างรังขึ้นใหม่
ทั้งด้านความเข็มแข็งของร่างกาย ทั้งด้านการเผชิญลมฝนพายุฟ้าร้อง ฯลฯ  จะสายไปหรือเปล่าหนอ...