วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วันนี่ได้ข้อคิดจากการอ่าน  ดังนี้

หลักการสอนอ่านและเขียน
 เฉลิมลาภ  ทองอาจ
โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

               พื้นฐานที่สำคัญของการ สอนให้ผู้เรียนรู้หนังสือ คือ สอนให้รู้จักตัวอักษร คำว่าสอนให้รู้จักในที่นี้ คือ สอนให้รู้จัก “เสียง” เพราะอักษรคือสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายแทนเสียงในภาษา อักษรแต่ละตัวย่อมแทนเสียงอย่างหนึ่ง  ในภาษาไทยมีอักษรอยู่สามกลุ่ม กลุ่มแรกคือสระ  เขียนแทนเสียงแท้  กลุ่มที่สองคือพยัญชนะ ใช้แทนเสียงแปร และกลุ่มสุดท้ายคือวรรณยุกต์ ซึ่งใช้แทนเสียงดนตรี  เมื่อครูสอนผู้เรียนอ่านหนังสือ จึงต้องเริ่มสอนอักษรเหล่านี้เป็นพื้นก่อน เพื่อที่เวลานำอักษรเหล่านี้มาประสมกันในลักษณะต่าง ๆ แล้ว ก็จะสามารถอ่านออกเสียงได้อย่างถูกต้อง
              ผู้เรียนที่อ่านออกเสียงคำต่าง ๆ ได้ ถือว่าเริ่มมีความสามารถในการอ่านระดับพื้นฐาน ด้วยเหตุนี้การสอนอ่านในระดับเบื้องต้น ก็คือการสอนให้อ่านออกเสียงอักษรได้นั่นเอง  กล่าวคือ ผู้เรียนทราบว่าคำนี้มีอักษรอะไรประสมอยู่บ้าง และตามหลักแล้ว  อักษรเหล่านี้ เมื่อประสมกันแล้วควรจะออกเสียงอย่างไร อย่างไรก็ตาม  การจัดการศึกษาที่ส่งเสริมการรู้หนังสือ จะต้องคำนึงถึงการสอนอ่านที่นอกเหนือไปจากเรื่องเสียงด้วย เพราะข้อความที่ประกอบจากคำต่าง ๆ ย่อมมีความหมายเป็นส่วนสำคัญ  ดังนั้น การอ่านเพื่อให้เข้าใจความหมาย หรือการอ่านที่ทราบว่า สิ่งที่อ่านมีความหมายว่าอย่างไร จึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญยิ่ง  การอ่านในระดับนี้จึงถือว่าสูงกว่าการอ่านได้ดังที่ได้กล่าวถึงในตอนต้น
                 นักวิชาการด้านการอ่านมีแนวคิดว่า  การสอนอ่านแบ่งได้เป็นสองมิติหลัก ๆ คือ การสอนอ่านเพื่อออกเสียง และการสอนอ่านเพื่อความหมาย  สำหรับมิติแรก  เป็นมีพื้นฐานจากความสัมพันธ์ระหว่างอักษรและเสียงที่อักษรนั้นแทน (letter-sound)  หลักของการสอนอ่านตามแนวคิดนี้ก็คือ การให้ผู้เรียนจดจำเสียงและจดจำรูปอักษร ที่มีอยู่จำนวนหนึ่ง และทดลองประสมอักษรให้กลายเป็นพยางค์หรือคำ  แล้วฝึกหัดอ่าน  วิธีการนี้เป็นวิธีพื้นฐานสำหรับฝึกหัดผู้เรียนให้คุ้นเคยกับเสียงในภาษา  และถือว่าเป็นวิธีพื้นฐานที่นิยมนำมาใช้ในการสอนอ่านระดับประถมศึกษา
1017660_10200139791636886_394027068_n
                  สำหรับอีกมิติหนึ่ง คือ การสอนอ่านเพื่อความหมาย เป็นแนวคิดที่ได้รับความสนใจและนิยมนำมากำหนดเป็นเป้าหมายของการสอนอ่าน  แนวคิดนี้มองว่า  การอ่านคือการตีความ (interpret) สารหรือความหมายบางประการในสิ่งที่อ่าน  เรื่องความหมายจึงถือว่ามีบทบาทมากในการทำให้ผู้เรียนเข้าใจสิ่งที่อ่าน  สำหรับเรื่องความหมายนี้  เป็นธรรมดาว่า ผู้เรียนแต่ละคนมิได้มีหรือทราบความหมายของคำติดตัวมาแล้ว แต่เดิม แต่ใช้การเชื่อมโยงมโนทัศน์ หรือความคิดจากประสบการณ์เดิมของตนที่เกี่ยวข้อง มาประมวลรวมกันเพื่อกำหนดความหมายของสิ่งที่อ่าน  หลักการสอนอ่านตามแนวคิดนี้ก็คือ ในทุกขั้นตอนของการสอนอ่าน ผู้เรียนควรที่จะได้เชื่อมโยงประสบการณ์เดิมของตนกับสิ่งที่อ่านอยู่ตลอด เวลา โดยในการเชื่อมโยงนั้น อาจใช้เทคนิคการตั้งคำถาม การทำนาย การสรุป  การตีความ หรือการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เรียนคนอื่น ๆ ที่อ่านเรื่องเดียวกันก็ได้  ประสบการณ์ที่เพิ่มพูนขึ้น จะช่วยให้ผู้เรียนทำความเข้าใจเรื่องที่อ่านได้มากขึ้นตามไปด้วย  การสอนอ่านตามแนวคิดนี้ มักปรากฏเห็นได้ชัดในการจัดการเรียนการสอนอ่านระดับมัธยมศึกษา ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากผู้เรียนมีวุฒิภาวะและประสบการณ์มากพอในระดับหนึ่ง ที่จะพิจารณาความหมายต่าง ๆ ที่ซ่อนแฝงไว้ในข้อความหรือหนังสือลักษณะต่าง ๆ ได้
                    ขอบเขตของการพัฒนาการรู้หนังสือ มิได้จำกัดไว้แต่เฉพาะการอ่านแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงการเขียนด้วย  เพราะการอ่านและการเขียนเป็นทักษะการคิดที่ส่งเสริมกันและกัน  การพัฒนาการเขียนสามารถกระทำได้โดยการเพิ่มพูนความรู้ที่จะต้องใช้ในการ เขียน ซึ่งการเพิ่มพูนก็สามารถกระทำได้จากการอ่าน เพื่อให้ตนเองมีข้อมูลมากเพียงพอ ในขณะที่การเขียนเอง ก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยพัฒนาการอ่านได้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ  ผู้เรียนสามารถสรุป เชื่อมโยงความสัมพันธ์ ทำนาย วิเคราะห์ หรือสังเคราะห์ความคิดที่ได้จากการอ่านด้วยการเขียนออกมาเป็นข้อความ  หรือสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่สื่อความได้  ด้วยเหตุนี้  หลักการของการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาการรู้หนังสือประการแรกคือ  การพัฒนาการอ่านและการเขียนควรที่จะดำเนินควบคู่กันไป
                   การสอนเขียนมีความซับซ้อนค่อนข้างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับการสร้างความคิด แล้วแปลงความคิดนั้นให้เป็นสัญลักษณ์หรือภาษาเขียน  การสอนเขียนจึงเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการพัฒนาสองประการ คือ การส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความคิดประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งคือ การแปลงความคิดให้เป็นคำ ประโยคหรือข้อความที่ถูกต้อง และสามารถสื่อความคิดได้ตรง (validity) ที่สุด  ครูผู้สอนโดยส่วนใหญ่ มักไม่คำนึงถึงกิจกรรมขั้นแรก ทำให้มิได้ตรวจสอบว่า เมื่อฝึกหัดให้ผู้เรียนเขียนงานในหัวข้อหรือรูปแบบต่าง ๆ นั้น ผู้เรียนมีความรู้หรือความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่จะเขียนเพียงพอหรือไม่  เมื่อจุดเริ่มต้นคือการสร้างความคิดประสบปัญหา    ก็จะส่งผลให้ไม่สามารถเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นข้อความต่าง ๆ ได้  กิจกรรมการทบทวนและส่งเสริมให้สร้างความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่จะเขียนด้วย วิธีต่าง ๆ โดยเฉพาะการอ่านและสนทนากับผู้อื่น  จึงมักเป็นกิจกรรมขั้นแรกของการสอนเขียน  สำหรับในเรื่องการแปลงความคิดนั้น เกี่ยวข้องกับการเลือกใช้คำ                   และความคล่องแคล่วของกล้ามเนื้อมือ ซึ่งจะใช้เขียนหรือพิมพ์  เป็นต้น  การฝึกเขียนประโยค เขียนย่อหน้า     อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถใช้ถ่ายทอดความคิดได้รวดเร็ว จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาการเขียน
                   การรู้หนังสือ (literacy) มิได้เป็นการพัฒนาที่มุ่งส่งเสริมการอ่านเท่านั้น แต่ยังต้องนำมาสัมพันธ์กับการเขียนด้วย  เพราะทั้งสองทักษะคือทักษะการคิด ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน พื้นฐานสำคัญของการสอนทั้ง   การอ่านและการเขียนคือ การเชื่อมโยงประสบการณ์เดิม การสร้างความคิดจากการอ่านและเขียน            และการฝึกหัดกระทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดความคล่องแคล่วชำนาญ เหล่านี้ ถือว่าเป็นหลักการที่ครูภาษาไทยรวมถึงทุกวิชา สามารถนำไปเป็นพื้นฐานในการพัฒนาผู้เรียนได้ ซึ่งนอกจากจะช่วยพัฒนาการเรียนรู้ในสาขาวิชานั้น ๆ แล้ว ยังถือว่าเป็นการพัฒนาทักษะการคิด อันเป็นทักษะแกนของทุกวิชาอีกด้วย

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556



โรคหอบหืด Asthma
ถ้าหากท่านหรือญาติเป็นโรคหอบหืด ท่านไม่ได้เป็นหอบหืดคนเดียวเพราะเราพบโรคหอบหืดได้ทั่วโรค โดยมากมักจะเริ่มเป็นตั้งแต่เด็ก  โรคหอบหืดเป็นโรคเรื้อรัง อาการแต่ละคนรุนแรงไม่เท่ากัน และการหอบแต่ละครั้งก็มีความแตกต่างกัน บางคนอาจหอบไม่กี่นาทีก็หาย บางคนหอบมากถึงกับเสียชีวิตก็มี
เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไร่จะเป็นหอบหืด และไม่ทราบว่าหอบแต่ละครั้งจะเป็นมากแค่ไหน การศึกษาให้เข้าใจโรค รวมทั้งการมีแผนการรักษาที่ดีสามารถทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี รายละเอียดที่จะนำเสนอต่อไปนี้ได้มาจากตำราของต่างประเทศ และของประเทศไทยเหมาะสำหรับผู้ป่วย ญาติ และนักเรียนที่จะนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ สำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นโรคหอบหืดอยู่แล้วท่านเริ่มอ่านที่จุดประสงค์ของการรักษา ส่วนท่านที่ยังไม่ทราบว่าตัวเองเป็นหรือไม่แนะนำให้เริ่มอ่านตั้งแต่เริ่มต้น เนื้อหาข้อมูลจะเป็นแนวทางการดูแลตัวเอง
นิยาม  
โรคหอบหืดเป็นโรคของหลอดลมที่มีการอักเสบเรื้อรัง [Chronic inflammatory]  เป็นผลให้มี cell ต่างๆ เช่น mast cell,eosinophils,T-lymphocyte,macrophage,neutrophil มาสะสมที่เยื่อบุผนังหลอดลม ทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ และสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนปกติ[bronchial hyper-reactivity] ผลจากการอักเสบจึงทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีการหนาตัว กล้ามเนื้อหลอดลมมีการหดเกร็งตัว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด และหอบเหนื่อย อาการหอบเหนื่อยจะเกิดขึ้นทันทีที่ได้รับสารภูมิแพ้
ขณะที่ท่านเป็นหอบหืด หลอดลมของท่านจะมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้
เมื่อท่านหายใจเอาสารภูมิแพ้เข้าไปในปอดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในปอดดังนี้
  1.  Acute bronchoconstriction มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลม[Airway muscle] หลังจากได้รับสารภูมิแพ้ทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก
  2.  Air way edemaเนื่องจากมีการหลั่งของน้ำทำให้ผนังหลอดลมบวมผู้ป่วยจะหอบเพิ่มขึ้น
  3.  Chronic mucous plug formation มีเสมหะอุดหลอดลมทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก
  4.  Air way remodeling มีการหนาตัวของผนังหลอดลมทำให้หลอดลมตีบเรื้อรัง
หลอดลมของคนปกติจะมีกล้ามเนื้อ [Airway muscle]  และเยื่อบุหลอดลม[Airway lining]ในสภาพปกติ

เมื่อร่างกายได้รับสารภูมิแพ้มากระตุ้น กล้ามเนื้อหลอดลมจะบีบตัว เยื่อบุหลอดลมจะมีการอักเสบเกิดการหน้าตัว ร่วมการหลั่งของเสมะเป็นปริมาณมากทำให้เกิดการอุดทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจะหายใจลำบาก
จากกลไกดังกล่าวทำให้หลอดลมมีการหดเกร็ง ผู้ป่วยจึงเกิดอาการดังต่อไปนี้
·         หายใจตื้น หรือหายใจสั้น
·         แน่นหน้าอก
·         ไอ
·         หายใจเสียงดัง
โรคหอบหืดจะมีอาการไม่แน่นอนอาการของผู้ป่วยจะผันแปรได้หลายรูปแบบ
·         อาการหอบอาจจะเบาจนกระทั่งหอบหนัก
·         อาการแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
·         อาการอาจจะกำเริบเป็นครั้งๆ หรืออาการอาจจะหายไปเป็นเวลานาน
·         อาการหอบแต่ละครั้งจะไม่เท่ากัน
จุดประสงค์ของการรักษาหอบหืด
·         ไม่มีอาการหอบหืด เช่น ไอ หายใจเสียงดังหวีด แน่นหน้าอก
·         ไม่ต้องตื่นกลางคืนเพราะอาการหอบหืด
·         ไม่ต้องเข้าห้องฉุกเฉิน หรือนอนโรงพยาบาลเพราะโรคหอบหืด
·         สามารถคุมอาการให้สงบลงได้และหอบหืดเรื้อรังน้อยที่สุด
·         ป้องกันไม่ให้เกิดอาการกำเริบของโรค
·         ยกระดับสมรรถภาพการทำงานของปอดให้ดีทัดเทียมกับคนปกติ
·         สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เหมือนคนปกติไม่ต้องหยุดเรียนหรือหยุดงาน
·         หลีกเลี่ยงผลแทรกซ้อนจากยารักษาโรคหืด
·         ลดอุบัติการณ์การเสียชีวิตจากโรคหอบหืด
·         ใช้ยา beta2-agonistเพื่อระงับอาการหอบให้น้อยที่สุด
·         ไม่มีภาวะฉุกเฉินของอาการหอบหืด
·         สามารถออกกำลังกายได้เหมือนคนปกติ
หลังการรักษาไม่ควรมีอาการหอบหืดอย่าเข้าใจผิดว่าหากมีอาการหอบ พอพ่นยาแล้วหายหอบคืออาการดีขึ้น การรักษาที่ดีต้องไม่หอบ
การรักษาให้ได้ผลดีต้องประกอบด้วยต้องประกอบด้วยแผนการรักษาดังนี้ ท่านผู้อ่านที่เป็นหอบหืดติดตามทีละหน้า และพยายามทำความเข้าใจ จะทำให้นำไปปฏิบัติได้
·         การหลีกเลี่ยงหรือขจัดสิ่งต่างๆที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ผู้ป่วยทุกคนควรทราบถึงปัจจัยที่ทำให้หอบหืดเป็นมากขึ้น
·         การจำแนกความรุนแรงของโรคหอบหืดเมื่อให้ผู้ป่วยทราบความรุนแรงของโรคว่าอยู่ในขั้นไหนจะทำให้ทราบว่าควรจะได้รับยาอะไรบ้าง
·         ยาที่ใช้รักษาโรคหอบหืดผู้ป่วยควรทราบว่ายาที่ใช้อยู่เป็นยาที่ใช้บรรเทาอาการหรือเป็นยาที่ใช้รักษาโรคในระยะยาว
·         แผนการรักษาโรคหอบหืดเรื้อรังเป็นแผนการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีความรุนแรงในแต่ละขั้น
·         แผนการรักษาหอบหืดฉับพลันสำหรับผู้ป่วยเป็นแผนการรักษาเมื่อเกิดหอบหืดเฉียบพลันเพื่อให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองเบื้องต้นที่บ้าน
·         คุณต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนพบแพทย์เป็นการเตรียมข้อมูลเพื่อให้แพทย์ทราบอาการของโรค
·         ผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้ควรพบแพทย์ทันทีเพื่อให้ผู้ป่วยเป็นแนวทางในการพิจารณาถึงความรุนแรงและเร่งด่วนของโรค
·         โรคหอบหือในภาวะพิเศษ เช่นโรคหอบกลางคืน หอบขณะออกกำลังกาย หอบขณะตั้งท้อง
ที่มาhttp://siamhealth.net/public_html/Disease/Respiratory/asthma1/Asthma.htm

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

คำอุปมาอุปไมยที่น่าสนใจ



คำอุปมาอุปไมยที่น่าสนใจ

 คำอุปมาอุปไมย  หรือคำเปรียบเทียบเป็นคำในภาษาไทยอีกพวกหนึ่งที่น่ารู้  เพราะเป็นคำที่สั้นกะทัดรัด  และยังนิยมพูดกันในชีวิตประจำวัน  เป็นคำพูดในเชิงต่อว่าหรือเปรียบเปรย (ทั้งในทางดีและทางร้าย)  โดยผู้พูดยกเอาสิ่งแวดล้อมมาเทียบเคียงให้ผู้ฟังเห็นจริงไปตามนั้น  ซึ่งมักจะมีคำว่า  เป็น  เหมือน   อย่าง  เท่า  ราวกับ ทำหน้าที่เป็นคำเชื่อมหรือคำวลีอยู่ในประโยค   มีมากมายหลายคำด้วยกัน  จึงสมควรนำมารวบรวมไว้เป็นความรู้ทางภาษาไทยอีกแขนงหนึ่ง
     คำอุปมาอุปไมย
               ความหมาย
-กรอบเหมือนข้าวเกรียบ
-กลมเป็นลูกมะนาว,กลมเป็นลูกบิลเลียด
  กลิ้งเป็นลูกมะนาว
-กินเหมือนหมู  อยู่เหมือนหมา
-ขมเหมือนบอระเพ็ด
-ขยันเหมือนมด
-ขรุขระเหมือนผิวดวงจันทร์
-ขาวราวกับไข่ปอก
-ขาวเหมือนสำลี
-ขี้เกียจจนตัวเป็นขน
-แข็งเหมือนหิน
-ความรู้แค่หางอึ่ง
-คอยเหมือนข้าวคอยฝน
-คอยาวเหมือนยีราฟ
-คุยโม้จนน้ำลายแตกฟอง
-เค็มเหมือนเกลือ
-งงเป็นไก่ตาแตก
-งอนเป็นช้อนหอย
-ง่ายเหมือนปอกกล้วยเขาปาก
-เงียบเป็นเป่าสาก
-เงียบเหมือนป่าช้า
-โง่เหมือนควาย
-จมูกไว้เหมือนมด
-จืดชืดเป็นน้ำยาเย็น
-ใจกว้างราวกับแม่น้ำ
-ใจแข็งเหมือนหิน
-ใจดีราวกับพระ
-ใจดำเหมือนอีกกา
-ใจเย็นราวกับน้ำ
-ใจเสาะเป็นปลาซิว
-ช้าเหมือนเต่าคลาน
-ชุมราวกับยุง
-ใช้เงินเป็นเบี้ย
-ซนเหมือนลิง
-ซีดเป็นไก่ต้ม
-ซื่อเหมือนแมวนอนหวด
-ดำเป็นตอตะโก
-ดำเป็นเหนี่ยง
-ดำเหมือนถ่าน
-ดีใจดังได้แก้ว
-ดุราวกับเสือ,ดุเหมือนเสือ
-ดังเป็นข้าวตอกแตก
-ดิ้นเหมือนปลาถูกทุบหัว
-เดินเบาราวกับแมว
-เดินเป็นเป็ด
-เดินพล่านราวกับเสือติดจั่น
-แดงเหมือนชาด
-ตรงเหมือนไม้บันทัด
-ตาโตเป็นไข่ห่าน
-ตาเป็นสับปะรด
-ติดกันเป็นแพ
-ตีนเท่าฝาหอย
-ตืดเป็นตังเม
-เต้นเหมือนกบ
-เต้นเหมือนเจ้าเข้า
-แต่งตัวมอซอราวกับขอทาน
-ถูกโขกสับราวกับทาส
-ทนเหมือนแรด
-ทำงานตัวเป็นเกลียว
-ทำตัวเป็นหัวเรือใหญ่
-ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน
-ที่เท่าแมวดิ้นตาย
-น่ารักดังตุ๊กตา
-น้ำตาเป็นเผาเต่า
-บริสุทธิ์เหมือนหยาดน้ำค้าง
- บอบบางเหมือนแก้วเจียระไน
- เบาเหมือนปุยนุ่น
- ปากจัดราวกับกรรไกร
- ปากเป็นชักยนต์
- ผิดกันราวกับฟ้าดิน
-แผ่นดินไม่ไร้เท่ากับพุทรา
- พูดคล่องเหมือนกับล่องน้ำ
- พูดเป็นต่อยหอย
- พูดเหมือนมะนาวไม่มีน้ำ
- มั่นคงดังหินผา
- มีกำลังเหมือนช้างสาร
- มีความทุกข์เหมือนตกนรก
- มีความสุขเหมือนอยู่บนสวรรค์
- มีทองเท่าหนวดกุ้ง
- มีอิสระเหมือนนก
- มืดเหมือนเขาถ้ำ
- ไม้ใกล้ฝั่ง
- ยานเหมือนหนังสติ๊ก
- ยุ่งเหมือนยุงตีกัน
- เย็นราวกับน้ำแข็ง
- รกเหมือนรังหนู
- รักเหมือนแก้วตา
- ร้อนใจเหมือนไฟลน
-ร้อนเหมือนไฟ
- ราบเป็นหน้ากลอง
-รูปหล่อราวกับเทพบุตร
-รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง
-รู้อย่างเป็ด,รู้แบบเป็ด
-เรียบราวกับแผ่นกระจก
-เรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้
-เร็วราวกับลดพัด
-ลื่นเหมือนปลาไหล
-โลเลเหมือนไม้หลักปักขี้ควาย
-ว่ายน้ำราวกับปลา
-วุ่นเป็นจุลกฐิน
-ไวเหมือนนกปรอด
-ไวเหมือนปรอท
-ไวเหมือนลิง
-สกปรกเหมือนหมู
-สวยราวกับนางฟ้า
-สวยสง่าราวกับพญาหงส์
-สั่นเป็นเจ้าเข้า
-สูงเท่านกเขาเหิน
-สูงเทียมเมฆ
-สูงเหมือนต้นตาล
-สู้เหมือนหมาจนตรอก
-เสียงดังราวกับฟ้าผ่า
-เสียงใสเหมือนระฆังเงิน
-เสียงแหบเหมือนเป็ด
-ใสเหมือนแก้ว
-หวานเหมือนน้ำตาลเมืองเพชร
-หน้าซีดเป็นไก่ต้ม
-หน้าตาถมึงทึงเหมือนยักษ์
-หน้าเนื้อใจเสือ
-หน้าบานเป็นจานเชิง
-หน้าเหี้ยมราวกับมหาโจร
-หัวแหลมเหมือนหัวลิง
-เหนียวเหมือนตังเม
-เหนื่อยราวจะขาดใจ
-เหมือนราวกับแกะ
-เหมือนลูกไก่อยู่ในกำมือ
-แห้งแล้งเหมือนทะเลทราย
-อ้วนเป็นตุ่ม
-อ่อนนุ่มราวกับเส้นไหม
-อ่อนไหวเหมือนสนต้องลม
-อาละวาดราวกับหมาบ้า




เปราะ,แตกหักง่ายเหมือนข้าวเกรียบ
คล่อง,ลื่น หรือกระล่อนจนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน

กินไม่เรียบร้อย,มูมมาม,กินอยู่ไม่เป็นระเบียบ
มีรสขมเหมือนรสบอระเพ็ด
ขยันมาก
(ผิว) ไม่เรียบ
ผิวขาวสวยเหมือนไข่ต้มที่ปอกเปลือกแล้ว
ขาวเหมือนสีสำลี
ขี้เกียจมาก
ไม่สะทกสะท้าน,ไม่หวั่นไหว
มีความรู้น้อยมาก  แค่หางของอึ่งซึ่งสั้นมาก
รอคอยด้วยความหวัง  ไม่รู้ว่าจะสำเร็จเมื่อไร
 คอยื่นยาวเหมือนยีราฟ
ขี้คุย,คุยไม่หยุด
ขี้เหนียว
ไม่เข้าใจอะไรเลย,ไม่รู้จริง
งอนมาก  คล้ายเปลือกหอยซึ่งงอนทั้งส่วนหัวและท้าย
ทำได้ง่ายจริงๆ
เงียบจริงๆราวกับเป่าสากซึ่งเป่าเท่าไรก็ไม่มีเสียง
เงียบมาก
โง่มาก  ใครจะชักจูงไปไหนก็ไปเหมือนวัวควาย
รู้เรื่องต่างๆ ได้เร็ว
เป็นคนไม่มีชีวิตชีวา, ไม่น่าสนใจ
เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
(ดู  แข็งเหมือนหิน)
มีใจเมตตากรุณา
ใจร้าย ,เห็นแก่ตัวมาก
ทำอะไรเรื่อยเปื่อย  ไม่รีบร้อน
 กลัว, ไม่สู้  เหมือนปลาซิวที่พอขึ้นจากน้ำก็ตาย
ช้ามาก
ดาษดื่น, มีมาก
ใช้เงินฟุ่มเฟือย, สุรุ่ยสุร่ายเหมือนเงินไม่มีค่า
อยู่เฉยๆ ไม่เป็น (มักใช้กับเด็ก)
ขาวมากจนซีด
แกล้งทำเป็นซื่อ  หงิมๆไม่มีพิษสงอะไร
ดำเหลือเกินราวกับตอไม้ตะโกที่ใช้เผาทำถ่าน
ดำเหมือนตัวเหนี่ยง  ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีลำตัวสีดำ
ดำเหมือนกับสีถ่าน
ดีใจเหมือนได้ของที่ถูกใจ
ดุมาก
เสียงดัง  เหมือนเสียงข้าวตอกปะทุเวลาถูกคั่ว
ดิ้นเร่าๆ
เดินไม่มีเสียงเหมือนกับแมวเดิน
เดินสะโพกย้ายเหมือนท่าเดินของเป็ด
เดินวกวนไปมาไม่หยุด
แดงเหมือนกับสีของชาด
ตรงไปตรงมา
ฟังแล้วสนใจมาก
หูตากว้างเพราะมีพรรคพวกและบริวารมาก
ติดต่อๆ กันไปไม่เว้นว่าง
เท้าเล็กมากเท่าฝาหอย (เป็นเชิงดูหมิ่นว่ายังเด็ก)
ขี้เหนียว, ตระหนี่มาก
กระวนกระวายอยู่นิ่งไม่ได้
(ดู  เต้นเหมือนกบ)
แต่งตัวโทรม, สกปรก
ถูกด่าถูกว่าตลอดเวลาราวกับเป็นทาส
อดทนมาก
ขยันมาก
ทำอะไรชอบออกหน้า
ทำเป็นนิ่งเฉย  ไม่รู้ร้อนรู้หนาว, ไม่รู้สึกอะไรเลย
มีที่ดินน้อย
น่ารักมาก
น้ำตาไหลพรากราวกับเต่าเวลาถูกเอาไปเผา
ไม่มีมลทิน
 เปราะบาง, แตกหักง่าย
เบามาก
ด่าไม่หยุด
พูดมากไม่หยุดหย่อน
แตกต่างชนิดตรงกันข้าม
แผ่นดินกว้างใหญ่  ต้องหาสิ่งต้องการได้แน่
พูดไปเรื่อยๆ ไม่มีการติดขัด
พูดไม่หยุดปาก
พูดจาห้วน ๆ  ไม่มีหางเสียง
แน่วแน่ ไม่หวั่นไหว
แข็งแรงมาก
มีความทุกข์เหมือนอยู่ในนรก
มีความสุขเหมือนอยู่บนสวรรค์
มีทรัพย์สินเพียงเล็กน้อย
มีอิสระมาก
คิดอะไรไม่ออก
แก่มากแล้ว
หย่อนยาน
ยุ่งเหยิง,สับสนปนเปกัน
(ใจ)  เย็นมาก
รกรุงรัง
รักมาก
ใจไม่เป็นสุข
ใจร้อนมาก
ราบเรียบ  ไม่มีอะไรมากีดขวาง
มีหน้าตาหล่อมาก
เอาตัวรอดได้
รู้นิดๆ หน่อยๆ , รู้แบบฉาบฉวย, ไม่รู้จริง
(ดู  ราบเป็นหน้ากลอง)
มีกิริยาเรียบร้อย
เร็วมาก
คล่อง,กระล่อนจนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน
เอาแน่นอนอะไรไม่ได้
ว่ายน้ำเก่งมาก
ชุลมุนวุ่นวาย
ไวมาก
(ดู ไวเหมือนนกปรอด)
(ดู ไวเหมือนนกปรอด)
สกปรกมาก
สวยมาก
ทั้งสวยและสง่าเหมือนหงส์
กลัวจนควบคุมไม่ได้
สูงมาก
(ดู  สูงเท่านกเขาเหิน)
(ดู สูงเท่านกเขาเหิน)
สู้ยิบตา, จำเป็นต้องสู้เพราะไม่มีทางหนีรอด
เสียงดังมาก
เสียงใสมาก
เสียงแหบมาก
ใสมาก  จนเห็นชัดเจนทะลุปรุโปร่ง
รสหวานมาก  เหมือนรสน้ำตาลเมืองเพชรที่ถือว่าเป็นน้ำตาลที่หวานที่สุด
หน้าไม่มีสีเลือด
หน้าดุ
ภายนอกดูใจดี  แต่ภายในซ่อนความดุร้ายไว้
มีความสุขมากจนแสดงออกมาทางใบหน้า
(ดู หน้าตาถมึงทึงเหมือนยักษ์)
ฉลาดหลักแหลม
ขี้เหนียว,ขี้ตืด
เหนื่อยมากที่สุด
เหมือนมาก
จะทำยังไงก็ต้องยอม, จะบีบก็ตาย  จะคลายก็รอด
ไม่มีน้ำ ,แล้งมาก
อ้วนมาก
นุ่มมาก (มักใช้กับเส้นผม)
ใจคอไม่หนักแน่น
โวยวายหรือเล่นงานไปทั่วไม่ฟังเหตุผลใดทั้งนั้น